แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Movies แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Movies แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖

Star Trek Into Darkness


 ภาระกิจของยาน Enterprise


กำกับ : J.J. Abrams 
เขียนบท : Roberto Orci, Alex Kurtzman, Damon Lindelof, Gene Roddenberry (television series "Star Trek")
นำแสดง : Chris Pine, Zachary Quinto, Zoe Saldana 
ความยาว : 132 นาที
ระดับความชอบ : 8.5/10

ได้ชมภาคที่มาทำใหม่เมื่อปี 2009 ก็ประทับใจในเนื้อเรื่องนะ
คนที่ไปชมภาคนี้มาชื่นชมมากกว่าภาคที่แล้วทุกคน บางคนให้คะแนนเต็มเลยทีเดียว!
ไม่รอด เราเลยไปชมเสียให้รู้กันไป

โดย ส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ชอบหนัง Sci-Fi พวกดวงดาว ยานอวกาศนี่ไม่ค่อยถูกกันเลย เคยซื้อแผ่น Star War มาครบชุด ยังไม่ได้ดู ยกให้คนอื่นไปแล้ว 

สำหรับ Star Trek ก็เช่นกัน ในภาคที่แล้วชอบประเด็นการไปเปลี่ยนอดีต ที่ทำไปก็ไม่มีประโยชน์ ปัจจุบันนี่แหละทำให้ดีที่สุด
ภาค นี้เปิดตัวกันด้วยภาระกิจช่วยคนบนดาวดวงหนึ่งให้รอดพ้นจากภูเขาไฟระเบิด แต่ Spock ที่ต้องลงไปทำภาระกิจในปล่องภูเขาไฟทำท่าจะติดอยู่ในนั้น กัปตัน Kirk ตัดสินใจนำยาน Enterprise ขึ้นจากใต้น้ำเพื่อช่วยเพื่อน ซึ่งการทำให้ชาวดาวอื่นเห็นยานอวกาศถือเป็นการผิดกฎ 
Spock รายงานเรื่องนี้ตามความเป็นจริง ชาววัลแคนไม่เคยพูดโกหก 
แล้ว Kirk ก็โดนปลดจากการเป็นกัปตัน

แต่แล้วสถานการณ์ก็ทำให้ Kirk ขอกลับมาเป็นกัปตัน โดยให้ Spock เป็นต้นหนเช่นเดิม เพื่อล่าฆาตกรเป็นการล้างแค้น
ภาระกิจก็เลยเริ่มแล้วก็สนุกตลอดเรื่องเลย
ความที่เป็นหนัง Sci-Fi จินตนาการในอนาคตที่ต่างจากปัจจุบันจึงมีอยู่เยอะ
ผมดูแบบธรรมดา หากดูแบบ 3D หรือ IMAX คงหลบกันวุ่นวายซึ่งคงสนุกเพิ่มขึ้นอีกเยอะ

ความเป็นผู้นำของกัปตัน Kirk มีให้เห็นตลอดทั้งเรื่อง Spock ที่ทำอะไรตามกฎ ไร้อารมณ์ คราวนี้มีเรื่องที่ต่างไปให้เห็น ชอบจังเลย

ความตื่นเต้น ดนตรี ภาพที่ออกมา มีครบเลยครับ
ความกลับไปกลับมาระหว่างตัวร้ายและตัวดี ถือเป็นความเหนือชั้นของเนื้อเรื่อง

ชอบตอนท้ายที่บอกภาระกิจของยาน Enterprise ชัดเจนและมีความหมายดีจัง

ผู้กำกับคนนี้จะทำ Star Wars ภาคต่อไป อาจจะทำให้ชอบ Star Wars ขึ้นมาบ้าง
ก่อนอื่นเอา Super 8 ที่เป็นงานของเขามาดูก่อนดีกว่า

ใครชอบหนังแนวนี้เป็นทุนเดิม รับรองว่าต้องชอบเรื่องนี้

มีความสุขทุกคนครับ

วันเสาร์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖

Munich


คุณตัดเล็บทำไม?


กำกับ : Steven Spielberg
เขียนบท : Tony Kushner (screenplay), Eric Roth (screenplay), George Jonas (book "Vengeance: The True Story of an Israeli Counter-Terrorist Team")
นำแสดง : Eric Bana, Daniel Craig, Marie-Josée Croze
ความยาว : 164 นาที
ระดับความชอบ : 8.5/10

เป็นหนังของพ่อมด Hollywood Steven Spielberg ที่เลือกทำหนังหนักบ้าง นอกจากหนังสนุกทำเงิน 
โดยปกติหนังของ Spielberg จะดูง่าย ด้วยเขาเข้าใจตลาดในวงกว้าง หนังของเขาจึงทำเงินมากมายทุกที

Munich เรื่องนี้เข้าขั้นหนังรางวัล เป็นตัวเลือกในหลายรางวัลเลยทีเดียว แต่ก็ยังไม่ได้ชมเสียที

มาเห็นร้านเช่าหนังเจ้าประจำกำลังลดราคาแผ่นเพราะจะเลิกกิจการ เข้าไปเดินชมเลยได้แผ่นนี้กลับบ้าน
เมื่อได้เปิดชมก็ได้เห็นความรุนแรงของการเอาคืนกัน
แต่หนังเรื่องนี้ก็มีจุดยืนชัดเจนในการนำเสนอ Spielberg วิพากษ์การกระทำครั้งนี้ผ่านพระเอกว่าการทำอย่างนี้ไม่ดีเลย สงครามไม่มีทางจบแน่หากไม่ให้อภัยกัน
ประโยคเด็ดที่ทำให้เห็นว่าการยุติสงครามในโลกนี้ยากเข้าไปอีกเมื่อผู้สั่งให้พระเอกทำงานนี้พูดว่า "ถ้าอย่างนั้นคุณตัดเล็บทำไม?" ตัดไปก็งอกมาอีก ก็ตัดอีก 
เหมือนคู่ต่อกรที่จัดการไปก็จะมีคลื่นลูกใหม่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ก็จัดการกันต่อไปเรื่อยๆ 
ฟังแล้วอึ้งทั้งพระเอกและคนดู

ชอบหนังเรื่องนี้ในฉากที่พระเอกโทรศัพท์หาภรรยาและลูก น้ำตาของคนเป็นพ่อพร่างพรูออกมาอย่างน่าสงสาร
นำไปสู่ฉากโดนสาวสวยนักฆ่าที่ยั่วพระเอกจนเกือบตกหลุม แต่พระเอกปฏิเสธ เป็นฉากที่เห็นน้อยมากในหนังฝรั่ง 
ชื่นชมความเป็นพ่อของพระเอกครับ

อีกฉากที่เห็นเยอะคือผู้ไม่รู้เรื่องมักโดนลูกหลงจากปฏิบัติการของทีมพระเอก และชีวิตจริงก็เป็นเช่นนั้น ความโหดร้ายของสงครามอยู่ตรงนี้แหละครับ

จุดเริ่มของเรื่องเกิดที่ Munich แต่การล้างแค้นเอาคืนเกิดไปทั่ว และดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด
ก็ได้แต่หวังและภาวนาถึงสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกในเร็ววัน
แม้จะมีความหวังน้อย แต่ก็ต้องเรียกร้องกันต่อไปครับสำหรับสันติภาพ
ต้องให้อภัยและมอบความรักต่อกันเท่านั้น สันติภาพถึงจะเกิดขึ้นได้
เริ่มจากตัวเรา หมั่นให้อภัย โดยเฉพาะให้อภัยตัวเราเอง 

ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กันทั้งนั้น จะเช่นฆ่ากันไปไย เดี๋ยวก็ตายจากกันแล้ว

มีความสุขทุกคนครับ

ปล. เอา Quotes มาฝาก
Ephraim: You think you were the only team? It's a big operation, you were only a part. Does that assuage your guilt?
Avner: Did we accomplish anything at all? Every man we killed has been replaced by worse.
Ephraim: Why cut my finger nails? They'll grow back.
Avner: Did we kill to replace the terrorist leadership or the Palestinian leadership? You tell me what we've done!
Ephraim: You killed them for the sake of a country you now choose to abandon. The country your mother and father built, that you were born into. You killed them for Munich, for the future, for peace.
Avner: There's no peace at the end of this no matter what you believe. You know this is true.

In My Father's Den


Drama ระดับเจ้าป้าจาก New Zealand 


กำกับ : Brad McGann
เขียนบท : Maurice Gee (novel), Brad McGann (screenplay)
นำแสดง : Matthew Macfadyen, Miranda Otto, Emily Barclay 
ความยาว : 127 นาที
ระดับความชอบ : 9/10

เรื่องเริ่มต้นเมื่อ Paul กลับมาบ้านเกิดที่ New Zealand หลังจากออกจากบ้านไปใช้ชีวิตตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น จนสุดท้ายเป็นนักข่าวสงครามที่มีชื่อเสียง
เมื่อมาถึงบ้านน้องชาย ทุกคนไม่คิดว่าเขาจะมา เพราะเขาหายไปร่วมยี่สิบปี

แล้วเรื่องราวต่างๆ ก็เริ่มทะยอยเล่าออกมาแบบไม่เรียงลำดับเวลา แต่เข้าใจได้ไม่ยาก 

ภาพบรรยากาศในเรื่องสวยงามมาก เป็นชุมชนเชิงเขาที่น่ารัก ขับมอเตอร์ไซด์ข้ามลำน้ำ ดูแล้วน่าอยู่ มีสวนดอกไม้ในหลายฉากสวยงามมาก 
เพลงประกอบก็ถูกที่ถูกเวลา ชอบในหลายเพลง

ในส่วนเนื้อเรื่องต้องบอกว่าแรงมาก แต่ผู้กำกับก็ควบคุมให้อยู่ในโทนที่น่าชม ไม่บีบคั้นใดๆ เก่งทีเดียว

เรื่องราวในห้องเล็กของพ่อเรื่องนี้มีปมอยู่ในช่วงตอนท้าย โดยปูเรื่องมาได้อย่างแนบเนียน เล่นเอาเดาผิดไปเลย 
ดูจบต้องบอกว่า Drama ระดับเจ้าป้า Pedro Almodóvar นั่นเลยทีเดียว

ครอบครัวนี้มีลูกชาย 2 คน คนโตสนิทกับพ่อที่ไม่เคร่งศาสนา ส่วนคนน้องสนิทกับแม่ที่เคร่งศาสนามาก 
พ่อกับ Paul ลูกชายคนโตมักมีโลกส่วนตัวกันในห้องเล็กที่เต็มไปด้วยหนังสือ พ่อมักอ่านหนังสือให้ลูกชายฟัง หล่อหลอมจนเขาเป็นนักเขียน
แล้วจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อลูกชายคนโตพาแฟนสาวมาในห้องเล็กห้องนี้ กำลังจูจี๋กัน พ่อก็เข้ามาเห็นพอดี
จุดแตกหักก็รุนแรงจนยากที่ Paul จะทนได้ เขาเลยออกจากบ้านไปในตอนอายุ 16 ปี
หนังค่อยๆ เฉลยปมอย่างมีชั้นเชิง สุดยอดครับ

หนังเรื่องนี้และของเจ้าป้าเป็นประเภทเอาไว้ดูแต่ห้ามทำตาม เพราะจะมีผลร้ายตามมา หากเรายอมแพ้กิเลสแล้วทำตามในสิ่งที่มันสร้างขึ้นมายั่วยุเรา ผลลัพธ์ก็จะเป็นเหมือนในหนัง ซึ่งหนักมาก รับได้ยาก

แม้หนังจะแรงแต่มีข้อคิดสอนใจมากมายทีเดียว

มีความสุขทุกคนครับ

วันอาทิตย์ที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖

ลำดับความชอบของภาพยนตร์ที่ผมได้ชมในปี 2555

เป็นปีที่ชมภาพยนตร์เยอะมาก และส่วนใหญ่ได้ดูในโรงภาพยนตร์ เป็นความสุขอย่างหนึ่งของชีวิตกรุงเทพฯ 
ลงให้ชมนะครับสำหรับ 72 เรื่องที่ได้ชมและเขียนถึง ตรงใจกันบ้างหรือเปล่าครับ?

ลำดับที่วันลง Blogชื่อเรื่องคะแนน
121/7/2012The Dark Knight Rises
10
25/2/2012A Separation
9.75
37/3/2012The Artist
9.75
428/12/2012Life of Pi
9.5
55/12/2012Now Is Good
9.5
622/9/2012Intouchables
9.5
74/9/2012Invictus
9.5
812/7/2012To Kill a Mockingbird
9.5
930/3/2012Still Walking
9.5
1027/2/2012Moneyball
9.5
1127/2/2012The Descendants
9.5
122/6/2012It's a Wonderful Life
9.5
1327/11/2012Summer Wars
9.25
1411/11/2012The Prestige 
9.25
1527/9/2012Gran Torino
9.25
1616/12/2012เถียนมีมี่ 3650 วัน ฉันรักเธอ
9
171/12/2012Seven Samurai (1954)
9
189/10/2012Amadeus
9
1918/8/2012A Simple Life
9
207/8/2012Changeling
9
2120/7/2012The Illusionist
9
2226/5/2012The Return
9
2321/5/2012Always : Sunset on the third street 3
9
2412/4/2012Millennium Actress
9
2511/3/2012Beginners
9
265/3/2012The girl who leapt through the time
9
2719/1/2012Midnight in Paris
9
2819/1/2012เรื่องตลก 69
9
2914/1/2012ศพไม่เงียบ
9
3011/11/2012The Perks of Being a Wallflower
8.75
3127/8/2012Almost Famous
8.75
3227/1/2012กังฟูแพนด้า 2
8.75
3321/11/2012Argo
8.5
3412/9/2012
8.5
3511/9/2012United
8.5
3615/7/2012Red Dog
8.5
3726/6/2012Moonrise Kingdom
8.5
3823/5/2012Paprika
8.5
3917/5/2012Warrior
8.5
401/5/2012Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ
8.5
416/4/2012I Wish
8.5
4214/3/2012Puss in Boots
8.5
4318/2/2012After Life
8.5
4414/2/2012April Story
8.5
4524/1/2012Tinker Tailor Soldier Spy
8.5
4620/1/2012เขาชื่อกานต์
8.5
4714/1/2012Sherlock Holmes : A Game of Shadows
8.5
489/1/2012Jiro Dreams of Sushi
8.5
495/6/2012The Triplets of Belleville
8.5
5025/11/2012Wolf Children
8.25
5122/9/2012ปาดังเบซาร์
8.25
526/7/2012Detachment
8.25
537/3/2012Hugo
8.25
5415/2/2012Rango
8.25
557/1/2012The Adventures of Tintin
8.25
566/1/2012How Do You Know
8.25
5712/12/2012The Master
8
5815/8/2012รัก 7 ปี ดี 7 หน
8
5930/6/2012Madagascar 3 : Europe's Most Wanted
8
6021/6/2012สถานี 4 ภาค
8
6117/6/2012I Miss You รักฉันอย่าคิดถึงฉัน
8
629/5/2012From Up On Poppy Hill
8
6317/4/2012The Skin I Live In
8
648/4/2012The Hangover
8
6516/3/2012ไม่ได้ขอให้มารัก
8
667/3/2012The Tree of Life
8
6727/12/2012นมัสเตอินเดีย ส่งเกรียนไปเรียนพุทธ
7.75
6815/12/2012Cloud Atlas
7.75
6915/1/2012Hi-So
7.75
707/11/2012ยักษ์
7.5
7128/10/2012You're my pet
7.5
7228/7/2012Big Miracle
7.5

Silver Linings Playbook


โรคร้ายหายได้ด้วยความรัก


กำกับ : David O. Russell
เขียนบท : David O. Russell (screenplay), Matthew Quick (novel)
นำแสดง : Bradley Cooper, Jennifer Lawrence, Robert De Niro, Jacki Weaver
ความยาว : 122 นาที
ระดับความชอบ : 9.75/10

เคยได้ยินเวลาถามคนบ้าว่า "คุณบ้าหรือเปล่า?" แล้วได้รับคำตอบว่า "ไม่บ้า" ไหมครับ?
นั่นคือคนที่ป่วยมักจะไม่รู้ตัวเองว่าเป็นโรคทางจิต จนเจอจุดเปลี่ยนแรงๆ ถึงจะคิดขึ้นได้และกลับเป็นปกติ

พระเอกเป็นโรคไบโพลาร์ เป็นโรคทางจิตชนิดหนึ่ง ผมนึกเอาเองว่าสมัยก่อนคงเรียกง่ายๆ ว่าคนบ้านั่นแหละครับ 
เพียงแต่ไม่บ้าตลอดเวลา จะบ้าตอนที่เจอเหตุการณ์ สิ่งของ หรือสภาวะที่เรียกความทรงจำแห่งความเจ็บปวดนั้นมา

พระเอกเป็นโรคนี้เพราะกลับมาบ้านแล้วเจอภรรยาอาบน้ำกับชายชู้ในอ่างอาบน้ำ ในเวลานั้นเปิดเพลงแต่งงานอยู่
คุณคิดว่าชายใดจะทนได้?
หนุ่มฟิลาเดลเฟียคนนี้ก็เช่นกัน อัดชายคนนั้นเสียไม่ยั้ง สุดท้ายโดนจับ แถมเป็นโรคไบโพลาร์แถมมาอีก 
เมื่อไหร่ได้ยินเพลงแต่งงานเพลงนี้ ได้เรื่อง สัญญาในหัวมาทันที บ้าฉับพลัน

พระเอกโดนบำบัดในโรงพยาบาลอยู่แปดเดือนตามคำสั่งศาล หลังจากนั้นคุณแม่ไปประกันตัวออกมา
คุณพ่อพระเอกชอบเล่นพนันบอล (อเมริกันฟุตบอล) กับเพื่อน พ่ออยากให้ลูกชายนั่งเชียร์ที่บ้านเพราะเชื่อว่าเป็นตัวนำโชคให้ทีมฟิลาเดลเฟีย อีเกิ้ล ชนะ
แต่ลึกๆ อยากสร้างความสัมพันธ์กับลูกชาย หนังเอาประเด็นนี้มาแบบทีเล่นทีจริงจนไม่แน่ใจว่าคุณพ่อคิดยังไงกันแน่ แต่ผมก็ชอบที่ทำออกมาแบบนี้นะ ได้คิดต่อ

นางเอกเพิ่งสูญเสียคนรักมา แล้วเธอก็มีความเหงาจนกลายเป็นหญิงเริงเมือง
แต่เธอก็มาเจอพระเอกที่บ้าพอกัน ฉากสนทนาของคนคู่นี้ตลกมากๆ หัวเราะได้ตลอดเลย สุดยอดครับ
แล้วทั้งคู่ก็เป็นแสงเงินแสงทองของชีวิต (Silver Linings) ให้กันและกัน ประเด็นนี้สุดยอดครับ
นางเอกต้องแสดงให้พระเอกเห็นว่าที่แท้คุณน่ะบ้า ทั้งหมดนี้ต้องแสดงด้วยความรักล้วนๆ ครับ
หากไม่เจอกันและกัน ทั้งสองคงยากที่จะหายจากโรคที่เป็นอยู่

ไม่ง่ายนะครับที่จะรักษาให้หายจากโรคนี้ คนเป็นพ่อแม่ต้องเต็มที่ และถ้าโชคดีได้จุดเปลี่ยนที่สะท้อนแรงๆ อย่างตรงจุดก็หาย เพราะไม่ได้บ้า 100% ยังเหลือที่ดีอีกตั้งครึ่ง

ถ้าหนังเรื่องนี้ทำผมร้องไห้ จะให้คะแนน 10 ไปเลยครับ แต่ก็เกือบร้องไห้ในหลายฉาก หนังเดินเร็วจนร้องไห้ไม่ทัน (ฮา) 
บทสนทนาเป็นส่วนที่แข็งแรงมาก หัวเราะในหลายฉากโดยเฉพาะตอนที่พูดว่า White Lie

ส่วนอื่นในเรื่องเป็นรายละเอียดที่เสริมไม่ว่าจะเป็นอเมริกันฟุตบอล การวิ่ง การแข่งขันเต้นรำ เพลงประกอบ ล้วนมาได้ถูกที่ถูกเวลา มีจังหวะจะโคน ลงตัวมากครับ 
ไม่มีส่วนใดทำให้รู้สึกแปลกแยกและคิดในทำนองที่ว่าน่าจะทำแบบอื่นดีกว่าไหม?

เป็นหนังออสการ์ประจำใจผมในปีนี้เลยครับ

ความรักเท่านั้นที่จะรักษาโรคได้ ไม่ว่าโรคนั้นจะหนักหนาสาหัสอย่างไร
ความรักทำให้เราไม่ทำร้ายใคร ทำให้ไม่มีสงคราม
ความรักยิ่งใหญ่แบบไม่หวังผลตอบแทน Unconditional Love รักคนอื่นมากกว่าตัวเอง นำไปสู่นิพพานได้
สรรพคุณของความรักมีขนาดนี้
วันนี้คุณมอบความรักให้ใครหรือยังครับ?

มีความสุขทุกคนครับ 

วันเสาร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕

36

ฟิล์ม 1 ม้วนมี 36 รูป


กำกับ/เขียนบท : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์   
นำแสดง : กรมิษฐ์ วัชรเสถียร, วัลลภ รุ่งจำกัด, ณฐพล บุญประกอบ
ระดับความชอบ : 8.5/10

เต๋อ นวพล เป็นมือเขียนบทที่ดีคนหนึ่งในยุคนี้ สัมผัสงานของเขาครั้งแรกเป็นบทความใน a day ที่ทำให้ผมต้องจดชื่อเรื่อง The Illustionist เพื่อหามาชม
เมื่อได้ยินว่าเขาทำหนังสั้น จึงอยากชมมาก
ได้ชมเอาในวันสุดท้ายของโปรแกรม

เป็นเรื่องของคนหาสถานที่ถ่ายหนังและอาร์ท ไดเร็คเตอร์ที่มาทำงานร่วมกัน หลากหลายบทสนทนา ที่นำมาสู่เรื่องหลักคือการถ่ายรูปที่ปัจจุบันถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล ทำให้นิสัยในการถ่ายรูปเปลี่ยนไป นางเอกถ่ายรูปเยอะแล้วก็เอาไปเก็บไว้ใน Harddisk แยกเก็บเป็นปีๆ 
แต่ก็จำไม่ได้หรอกว่าถ่ายอะไรไปบ้าง
บทสนทนาตอนนี้น่ารัก "คิดนานๆ แสดงว่าจำไม่ได้" พระเอกยั่วนางเอก

ผิดกับเมื่อถ่ายกล้องฟิล์ม 1 ม้วนมีเพียง 36 รูป ดังนั้นต้องตั้งใจ คิดแล้วคิดอีกกว่าจะถ่าย เมื่อถ่ายแล้วก็ต้องลุ้นว่ารูปที่ล้างจะออกมาสวยไหม? ต้องเลือกร้านอัดรูปที่โทนสีออมาถูกใจเรา
แต่กล้องฟิล์มมักจะดี ถ่ายทีไรชัดทุกที กล้องดิจิตอลถ่ายแล้วเบลอบ่อยครั้งเลย

หนังเอาเลข 1-36 มาเรียงร้อยเรื่องราว
ภาพโจทย์ Harddisk พัง เพื่อนช่วยซ่อม เรื่องเล่าของเขา รูปถ่ายของเด็กหญิง
ผมว่าทำได้ลงตัวทีเดียว
เพลงประกอบอาจจะดูแยกๆ แปลกๆ แต่ก็พอรับได้
นั่งลุ้นเหมือนกันนะว่าจะจบอย่างไร

นับว่าเป็นหนังสั้นที่ประทับใจเรื่องหนึ่ง บทพูดดี ได้ยิ้มในหลายตอนเลยทีเดียว


อยากดูอีกครับคุณเต๋อ ทำอีกนะ


มีความสุขทุกคนครับ
ฟิล์ม 1 ม้วนมี 36 รูป
กำกับ/เขียนบท : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์   
นำแสดง : กรมิษฐ์ วัชรเสถียร, วัลลภ รุ่งจำกัด, ณฐพล บุญประกอบ
ระดับความชอบ : 8.5/10
เต๋อ นวพล เป็นมือเขียนบทที่ดีคนหนึ่งในยุคนี้ สัมผัสงานของเขาครั้งแรกเป็นบทความใน a day ที่ทำให้ผมต้องจดชื่อเรื่อง The Illustionist เพื่อหามาชม
เมื่อได้ยินว่าเขาทำหนังสั้น จึงอยากชมมาก
ได้ชมเอาในวันสุดท้ายของโปรแกรม
เป็นเรื่องของคนหาสถานที่ถ่ายหนังและอาร์ท ไดเร็คเตอร์ที่มาทำงานร่วมกัน หลากหลายบทสนทนา ที่นำมาสู่เรื่องหลักคือการถ่ายรูปที่ปัจจุบันถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล ทำให้นิสัยในการถ่ายรูปเปลี่ยนไป นางเอกถ่ายรูปเยอะแล้วก็เอาไปเก็บไว้ใน Harddisk แยกเก็บเป็นปีๆ 
แต่ก็จำไม่ได้หรอกว่าถ่ายอะไรไปบ้าง
บทสนทนาตอนนี้น่ารัก "คิดนานๆ แสดงว่าจำไม่ได้" พระเอกยั่วนางเอก
ผิดกับเมื่อถ่ายกล้องฟิล์ม 1 ม้วนมีเพียง 36 รูป ดังนั้นต้องตั้งใจ คิดแล้วคิดอีกกว่าจะถ่าย เมื่อถ่ายแล้วก็ต้องลุ้นว่ารูปที่ล้างจะออกมาสวยไหม? ต้องเลือกร้านอัดรูปที่โทนสีออมาถูกใจเรา
แต่กล้องฟิล์มมักจะดี ถ่ายทีไรชัดทุกที กล้องดิจิตอลถ่ายแล้วเบลอบ่อยครั้งเลย
หนังเอาเลข 1-36 มาเรียงร้อยเรื่องราว
ภาพโจทย์ Harddisk พัง เพื่อนช่วยซ่อม เรื่องเล่าของเขา รูปถ่ายของเด็กหญิง
ผมว่าทำได้ลงตัวทีเดียว
เพลงประกอบอาจจะดูแยกๆ แปลกๆ แต่ก็พอรับได้
นั่งลุ้นเหมือนกันนะว่าจะจบอย่างไร
นับว่าเป็นหนังสั้นที่ประทับใจเรื่องหนึ่ง บทพูดดี ได้ยิ้มในหลายตอนเลยทีเดียว
อยากดูอีกครับคุณเต๋อ ทำอีกนะ
มีความสุขทุกคนครับ

วันศุกร์ที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕

Jiro Dreams of Sushi

งาน ความรัก ความเพียร




กำกับ : David Gelb
นำแสดง : Jiro Ono, Sukiyabashi Ono
ความยาว : 81 นาที
ระดับความชอบ : 8.5/10

เป็นหนังสารคดีเกี่ยวกับร้านซูชิ ที่ Tokyo subway station ประเทศญี่ปุ่น
คนทำซูชิอายุ 85 ปีแล้วแต่ยังนอนฝันถึงเมนูใหม่ๆ ของซูชิ จนต้องตื่นมาจดตอนกลางดึกบ่อยครั้ง
ชีวิตเขาทำงานหนักเพื่อซูชิและลูกค้ามาตลอด
ในหนังมีเรื่องตลกว่า วันหนึ่งตอนลูกยังเล็ก Jiro กลับมาบ้านตอนกลางวัน ลูกวิ่งไปบอกแม่ว่าใครก็ไม่รู้มานอนที่บ้านเรา เพราะ Jiro ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและกลับมาลูกๆ ก็หลับแล้ว เขาตั้งใจทำงานมาก

นอกจากราคาแพงระดับสามหมื่นเยนและต้องจองนานเป็นเดือน สิ่งที่เป็นเครื่องรับประกันความอร่อยคือได้รับคัดเลือกจาก Michelin Review ที่ได้ระดับ 3 ดาว ที่หมายความว่าเป็นร้านที่คุ้มค่าในการเดินทางไปทานไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดของโลก
หนังมาเฉลยตอนหลังว่าตอนคณะของ Michelin มาทาน คนที่ทำซูชิให้ทานเป็นลูกชายของ Jiro ไม่ใช่ตัวเขา แสดงว่าแค่ลูกก็ผ่านมาตรฐานแล้ว ร้านนี้ยังน่าจะมีอยู่ต่อไปอีกรุ่นเป็นอย่างน้อย

ตัวละครหลักๆ นอกจากคุณ Jiro แล้วก็จะมีลูกชายคนโตที่จะรับช่วงร้านนี้ต่อ
ลูกชายคนน้องที่ไปเปิดร้านใหม่ เพราะร้านเดิมของพ่อจะต้องเป็นของพี่ชาย
พ่อครัวคนที่เคยทำงานในร้านซูชิ
นักชิมชาวญี่ปุ่น ที่เปรียบลำดับการเสิร์ฟซูชิของคุณปู่ Jiro เป็นเหมือนการแสดงดนตรี 3 ช่วง เห็นแต่ละเมนูแล้วน่าทานจริงๆ ครับ ปั้นเสร็จคนปั้นจะยืนประจันหน้ากับคนกิน เล่นเอาหลายคนเกร็งเมื่อมาทานร้านนี้
เด็กในร้านที่ต้องฝึกอย่างหนัก ชอบฉากทอดไข่หวาน กว่าจะผ่านได้ ต้องฝึกกันเนิ่นนาน เมื่อผ่านแล้วเล่นเอาผู้ถูกฝึกน้ำตายไหล
คนเลือกปลาที่ค้าขายกับ Jiro มานานและเป็นยอดฝีมือที่เขาเลือกไว้เป็นพันธมิตร
คนขายข้าวสารที่ไม่ยอมขายใครนอกจาก Jiro เขาบอกคนจะซื้อว่าคุณจะซื้อไปทำไม ในเมื่อคุณหุงไม่เป็น Jiro เท่านั้นที่หุงข้าวสารนี้เป็น
และมีอีกหลายคนที่เข้ามาเล่าเรื่องชีวิตของ Jiro Ono

แม้ร้านนี้จะใช้ปลาเป็นวัตถุดิบหลัก แต่ Jiro ก็อยากให้ผู้เกี่ยวข้องดูแลการจับปลา อย่าให้จับปลาตัวเล็กมา เพราะระยะยาวหากปลาลดจำนวนลง ซูชิก็อยู่ไม่ได้ เราทั้งหลายพึ่งพากันครับ

ชอบอีกประเด็นที่เขาบอกว่าลำพังเขาไม่สามารถทำให้ร้านประสบความสำเร็จได้ แต่ต้องมีทีมงานครบถึงจะไปได้
ดังรูปนี้ครับ



ชอบจริงๆ เลย ฉากนี้

นับว่าเป็นสารคดีที่ได้แง่คิดเป็นอย่างมาก
คำว่า "รู้อะไรรู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล" แสดงให้เห็นชัดในเรื่องนี้
จะมีวันนี้ไม่ได้หากขาดความรักในงานที่ทำ
ถ้าไม่รักก็คงลำบากที่จะเป็นตำนานได้เหมือนร้านนี้ เพราะต้องอยู่กับมันทั้งวัน เป็นเวลาเนิ่นนาน

ทำซ้ำๆ ทำบ่อยๆ แล้วจะเกิดความเคยชิน และสักวันมองออกแล้วก็เกิดปัญญาสร้างแนวทางของตัวเองออกมาได้
ช่างเหมือนการปฏิบัติธรรมเสียนี่กระไร
การทำงานคือการปฏิบัติธรรม ท่านพุทธทาสเคยสอนไว้
Jiro Ono น่าจะบรรลุธรรมจากการปั้นซูชินี่เอง

หนังเรื่องนี้น่าจะเหมาะกับคนที่บ่นเรื่องงานที่ทำ
ตอนเปิดเรื่องก็ถามถึงงานที่คุณทำ ว่าคุณรักงานที่คุณทำไหม?
ไม่รู้คุณ Jiro รักงานที่ทำตั้งแต่แรกหรือเปล่า แต่ความมุ่งมั่น ตั้งใจ และสม่ำเสมอ ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้
ความเพียรเท่านั้นที่จะช่วยเราก้าวข้ามความทุกข์ไปได้

มีความสุขทุกคนครับ

วันอาทิตย์ที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕

The Adventures of Tintin

จากหนังสือสู่แผ่นฟิล์มสามมิติ



กำกับ : Steven Spielberg
เขียนบท :
Steven Moffat (screenplay) and
Edgar Wright (screenplay) &
Joe Cornish (screenplay)
Hergé (comic book series "The Adventures of Tintin")
ความยาว : 107 นาที
ระดับความชอบ : 8.25/10

จำได้เมื่อครั้งวัยเด็ก หนังสือการ์ตูนตินตินผจญภัยจะมีภาพสวย กระดาษดี และมีราคาแพง
แต่เด็กรุ่นลูกเราสมัยนี้ไม่รู้จักแล้ว แต่ลูกสาววัยหนึ่งรอบก็สนใจจะไปดูหนังภาพยนตร์เรื่องนี้
เป็นแบบ 3D ราคาเลยตกใบละ 260 บาท แพงจัง
เห็นชื่อผู้กำกับก็รับประกันได้ว่าสนุก แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ

ภาพตินตินเหมือนเอาตัวการ์ตูนมาทำให้เป็นคนจริงๆ สวยมาก
ระบบสามมิติก็กำลังดี ไม่ลอยออกมานอกจอจนต้องหลบบ่อยนัก
เนื้อเรื่องค่อนข้างละเอียด ก็กลัวเหมือนกันว่าลูกจะรู้เรื่องไหม? เพราะเธอเพิ่งจะดูหนังพากษ์อังกฤษในโรงภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องแรก แต่ผลออกมาก็ผ่านไปด้วยดี

การผจญภัยตื่นเต้นเหมือนในหนังสือ ตัวละครที่คุ้นตามากันครบ อารมณ์เรื่องดนตรี มุกตลกก็มีประปราย
ชอบตอนที่กัปตันบอกกับตินตินในเรื่องการท้อแท้ ว่าใครก็มาทำให้เราท้อแท้ไม่ได้ นอกจากตัวเราเอง รีบสะกิดให้ลูกอ่านตอนนี้ และออกมานอกโรงฯ ก็ย้ำอีก

โดยรวมคุ้มราคาที่จ่ายไปนะครับ ลูกสาวผมให้คะแนน 9/10 ส่วนอีกเรื่องที่เธอไปดูมาก่อนหน้านี้คือ ส.ค.ส. สวิสตี้ เธอให้เต็มสิบเลย ก็ว่ากันไป

ใครคิดถึงตัวละครที่เคยชื่นชอบ เชิญไปชมครับ รับรองประทับใจ
Spielberg ไม่ทำให้ผิดหวังอยู่แล้วครับ

มีความสุขทุกคนครับ

วันศุกร์ที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔

I give my first love to you

รักแรก รักเดียว ตลอดไป



กำกับ : Takehiko Shinjo
เขียนบท : Kotomi Aoki (manga), Kenji Bando (screenplay)
นำแสดง : Mao Inoue, Masaki Okada and Natsuki Harada
ความยาว : 122 นาที
ระดับความชอบ : 8.5/10

ได้แผ่นนี้จากเวบแลกของสุดเลิฟ http://www.coolswop.com

ไม่มี Background ของเรื่องนี้เลย เห็นมีรางวัลอยู่บนปกแต่ไม่รู้จักรางวัลเหล่านั้น
แปลงลง iPhone เพื่อเอาไว้ดูตอนเดินทาง

ทำมาจากหนังสือการ์ตูนขายดีที่ชนะ NANA เสียอีก
เห็นว่าแปลมาเป็นไทยแล้วด้วยในช่วงหนึ่ง

เป็นเรื่องราวความรักของ ทาคุมะคุง และมายุจัง
ทั้งสองเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เด็ก ฝ่ายชายเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจ ห้ามออกกำลังกาย และหากไม่ได้รับการเปลี่ยนหัวใจจะมีชีวิตไม่เกิน 20 ปี
ฝ่ายหญิงเป็นลูกคุณหมอที่ดูแลไข้ฝ่ายชาย
ทั้งคู่จึงเจอกันในโรงพยาบาล เจอได้อย่างไร เฉลยตอนท้ายเรื่อง ผมว่าลงตัวดีจังมาไว้ตรงนี้

พอมายุจังรู้เรื่องโรคของทาคุมะคุง ก็ไปหาใบ Clover สี่แฉก ซึ่งเชื่อว่ามีเทพเจ้าและจะขออะไรก็ได้
ฉากขอพรฉากนี้อยู่ต้นเรื่อง เล่นเอาอึ้ง ตารื้นไปเลย แรงจริงหนังเรื่องนี้

แล้วเด็กทั้งคู่ก็เป็นคู่ติดกันเป็นปาท่องโก๋ตลอด แต่ทุกครั้งที่ใกล้ชิดกันมายุจังจะร้องไห้เมื่อคิดถึงวันที่ต้องจากกัน
ทาคุมะไม่อยากให้เธอร้องไห้อีก เลยตั้งใจจะห่างออกไปจากเธอเมื่อขึ้นมอปลาย ด้วยการแยกไปเรียนอีกโรงเรียน
แต่มายุจังก็เรียนพิเศษหนักมากจนสอบเข้าโรงเรียนเดียวกันเป็นที่หนึ่ง
แถวๆ นี้ออกจะการ์ตูนนิดหน่อย แต่ผมไม่รู้สึกอะไร เพราะถือว่าไม่ใช่แก่นของเรื่อง

แก่นของเรื่องคือรักของคนทั้งสองที่งดงามเหลือเกิน
ฉากทาคุมะท้าวิ่งก็ชอบ
ฉากมายุโขกหัวขอหัวใจ น้ำตาไหลเลยครับ จะดีแค่ไหนถ้ามีใครสักคนรักเราขนาดนี้
ฉากไปฮันนี่มูนกันก็หวานได้ใจ ดูแล้วมีความสุขมาก
ฉากคุณแม่ทาคุมะขอบคุณมายุที่ทำให้ลูกชายเขารู้จักความรักก็ดี ชอบๆ
ฉากแต่งงานในตอนท้าย คำพูดประกอบการแรกพบของคนทั้งสอง สุดยอดครับ เป็นฉากปิดที่ดีมาก
เพลงปิดท้ายก็ไพเราะเหลือเกิน ลงตัวมาก

แม้ในรายละเอียดจะออกการ์ตูนๆ ไปบ้าง แต่ผมว่าไม่ได้ทำให้ความน่าดูลดลงเลย ทำให้ความรักน่ารักขึ้นอีกต่างหาก

ดาราทั้งคู่น่ารักมาก ทำผมเคลิ้มไปด้วยเลย
ผมว่าหนังญี่ปุ่นมักจะมีความลึกให้สัมผัสเสมอเลยครับ แม้เนื้อเรื่องจะไม่ค่อยมีอะไร แต่กินใจเหลือเกิน

ผมเสียน้ำตามากมายกับหนังเรื่องนี้ครับ
ดีนะที่ดูคนเดียวที่บ้าน

หนังเรื่องนี้บอกผมว่า "การมีใครสักคนที่รักเรา เป็นความโชคดีในชีวิต"

มีความสุขทุกคนครับ

วันอาทิตย์ที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔

The Help

สาวใช้ผิวสี ก็มีหัวใจ



กำกับ : Tate Taylor
เขียนบท : Tate Taylor (Screenplay), Kathryn Stockett (Novel)
นำแสดง : Emma Stone, Viola Davis, Octavia Spencer, Bryce Dallas Howard, Jessica Chastain
ความยาว : 137 นาที
ระดับความชอบ : 9.5/10

ขณะนั่งรถตู้โดยสารจากสระบุรีเข้ากรุงเทพฯ คุณบลูยอชท์ Tag มาทาง Facebook เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ 
เป็นหนังของค่าย Dreamworks ที่ทำหนังการ์ตูนเนื้อหาดีๆ ออกมาสม่ำเสมอ
คุณบลูยอชท์บอกว่าเป็นนิยายขายดีมาก่อน เป็นประสบการณ์จริงของผู้เขียนนิยายเรื่องนี้และได้เพื่อนสนิทที่มีประสบการณ์ร่วมมาแปลงเป็นบทภาพยนตร์และกำกับการแสดงด้วย
ผู้กำกับคนนี้น่าสนใจเพราะเคยกำกับเรื่อง Winter's Bone หนังหนักที่ตรึงใจได้ดีทีเดียว

เรื่องเกิดในช่วงปี 1960 ในเมืองแจ๊คสัน รัฐมิสซิสซิปปี้ ที่มีการเหยียดผิวอย่างรุนแรง ห้องน้ำก็ห้ามเข้าร่วมกัน รถเมล์เมื่อเกิดเหตุก็ไล่คนผิวดำลงจากรถทันที

โครงสร้างของครอบครัวชาวผิวขาว จะมีแม่บ้านเป็นคนผิวดำ พวกเธอทำทุกอย่างรวมทั้งเลี้ยงลูก
ดังนั้นเด็กๆ จะผูกพันกับพี่เลี้ยงผิวดำพวกนี้มาก โดยเฉพาะนางเอก
นางเอกเป็นสาวที่ขาดความมั่นใจ เพราะไม่มีชายคนใดมาสนใจ มีแต่แม่เลี้ยงผิวดำที่คอยปลอบใจ และให้ข้อคิดดีๆ ในการดำเนินชีวิตต่อ
ซึ่งคนเป็นแม่แท้ๆ ไม่เคยมีให้ 
แม้แต่รู้เรื่องในชีวิตของลูกยังไม่รู้เลย คงมารู้ตอนอ่านเจอในหนังสือ The Help นั่นแหละว่ามีเรื่องราวในชีวิตลูกสาวมากมายแค่ไหนที่ตัวเองไม่รู้
ในบ้านเราปัจจุบันก็มีนะครับ ลูกเศรษฐีแต่ชอบกินลาบเลือด เพราะพี่เลี้ยงเป็นชาวอีสาน

พี่เลี้ยงผิวดำพวกนี้ใกล้ชิด สอนสิ่งดีๆ ให้เด็กน้อย ห้ามตีคุณหนู ปลอบประโลมเวลาแม่ตัวจริงตี ไม่แปลกที่คุณหนูตัวเล็กจะพูดว่า "เธอเป็นแม่ตัวจริงของฉัน" คนเป็นพ่อแม่น่าจะสำนึกบ้างนะ ทำให้พวกเขาคลอดออกมาก็ต้องดูแลให้เต็มที่ ไม่ใช่ให้คนอื่นดูแล

นางเอกที่เป็นนักข่าว รับหน้าที่แรกตอบจดหมายเรื่องงานครัวที่เธอไม่เคยทำ จึงต้องมาพึ่งแม่บ้านผิวดำในบ้านเพื่อน เพราะพี่เลี้ยงของเธอโดนคุณแม่ไล่ออกอย่างไม่ทราบสาเหตุ
มุมมองของนางเอกต่างจากเพื่อนสาวรุ่นเดียวกัน เพราะเธอไม่รังเกียจแม่บ้านผิวดำและอยากจะเขียนถึงหัวอกพวกเธอออกมาให้คนได้รับรู้
ตอนแรกได้แค่ 2 คน จนเมื่อถึงจุดเปลี่ยนโดนข่มเหงหนักๆ แม่บ้านผิวดำทั้งหลายเลยออกมาแฉเจ้านายกันถ้วนหน้า
จนได้หนังสือ The Help ออกมา

สาวใช้ผิวดำพวกนี้บางครั้งเรียก Maid บางครั้งเรียก The Help เพราะพวกเธอช่วยเหลืองานต่างๆ

บนใบปะหนังบอกว่า การเปลี่ยนแปลงบางครั้งเริ่มจากเสียงกระซิบ
ข่มเหงเขาไว้มากๆ สักวันเขาจะทนไม่ไหว แล้ววันนั้นก็จะเอาคืน เหมือนหนังเรื่องนี้

หลายฉากมากที่ชอบ โดยเฉพาะชุมชนของคนผิวดำที่ต่ำต้อยแต่อบอุ่น ชอบฉากในโบสถ์ของคนดำครับ

ดาราสาวในเรื่องนี้เล่นดีกันเหลือเกิน คนบนปกข้างซ้าย Viola Davis เล่นในบทพี่เลี้ยงอมทุกข์ เลี้ยงคุณหนูมา 17 คน แต่ลูกชายตัวเองพอต้องการความช่วยเหลือกลับไม่ได้รับ จนเขาตายตั้งแต่ยังหนุ่ม
ชอบฉากที่เธอวิ่งลงจากรถเมล์แล้วล้มที่หน้าบ้าน เธอแสดงได้ดี สงสารเธอเลยครับฉากนี้
Octavia Spencer บทเธอน่ารักและมีอารมณ์ขัน แม้ชีวิตจะหนักหนาสาหัสเหลือเกิน
Emma Stone เคยดูเธอเล่นใน Easy A เธอไม่ได้เป็นคนที่สวยมาก ซึ่งเหมาะกับบทในเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
Bryce Dallas Howard สาวสวยที่รับบทตัวร้ายได้สมบทบาทจริงๆ คงมีคนสะใจในช่วงท้ายเรื่องที่เธอโดนตอกกลับนะครับ เรื่องก่อนหน้านี้ที่ดูเธอร้ายคือเรื่อง 50/50 ครับ
Jessica Chastain ในบทสาวบ้านนอกที่ชนะใจเศรษฐีหนุ่ม แต่ทำงานบ้านไม่เป็น สาวใช้ตัวดำเข้ามาเติมเต็มชีวิตเธอในทุกจังหวะชีวิต เธอเล่นดีน่ารักมาก
สาวๆ คนอื่นๆ ก็เล่นดีมาก เป็นหนังที่รวมดาราผู้หญิงไว้เยอะ และทุกคนเล่นดีหมดเลย ปล่อยของกันเต็มๆ ตามที่คุณบลูยอชท์ว่าไว้เลยทีเดียว

บทสนทนาในหนังดีมากและได้อารมณ์ดีจัง
เพลงประกอบก็ไพเราะ นั่งฟังเพลงสุดท้ายจนจบเลย
ในหนังมีครบทุกรสเลยครับ เศร้า ยิ้ม หวาน ซึ้ง จุกอกพาลจะร้อง แล้วทำออกมาได้กลมกล่อมด้วยสิ
ยังแปลกใจเลยทำไมหนังเข้าเมืองไทยแค่ Copy เดียว แล้วเวียนฉายในเครือเมเจอร์ ผมได้ดูที่ Paragon 
ผมว่าเป็นหนังดีน่าส่งเสริมเสียด้วยซ้ำ

คนเราคุณค่าเท่าเทียมกันครับ พระเจ้าไม่เคยเลือกว่าจะผิวขาวผิวดำ อย่างในฉากมีทอร์นาโดเข้า ตายเท่าเทียมกันเลยทั้งคนขาวคนดำ
แต่เมื่อเราเห็นว่าไม่เท่าเทียมจะเกิดปัญหาทันที ไม่ว่าจะตัวอย่างในหนังเรื่องนี้ หรือการเหยียดผิวจากทุกมุมโลก เพราะมันผิดธรรมชาติ
คุณค่าของคนเราใช่รูปลักษณ์ภายนอก ผิวดำขลับแบบนิโกรแต่ใจขาวสะอาดใสมีมากมาย ดังนั้นให้เกียรติต่อกันจะดีที่สุด

สันติภาพเริ่มจากความรักต่อคนรอบข้าง ใกล้ตัว เพราะพวกเขาและเธอต่างก็มีหัวใจ
รักกันไว้มากๆ นะครับ ชีวิตเราใช่จะยืนยาวนัก

มีความสุขทุกคนครับ

วันเสาร์ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔

Unforgiven

หัวใจจอมโจร



กำกับ : Clint Eastwood
นำแสดง : Clint Eastwood, Gene Hackmam, Morgan Freeman
ความยาว : 131 นาที
ระดับความชอบ : 8.5/10

น้องหมอโจให้แผ่นนี้มายืมนานแล้ว
ได้ดูตอนน้ำท่วมเพราะอารมณ์ตอนนั้นเหมือนชื่อหนัง แม้จะรู้ว่าการให้อภัยเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็อดไม่ได้ที่จะโกรธเมื่อต้องเดินลุยน้ำเน่า น่าจะตั้งใจจัดการให้ดีกว่านี้ นี่แค่เรื่องแรกที่เราสามารถเห็นผลทางกายภาพได้ แล้วเรื่องระดับประเทศอื่นๆ ที่เรามองผลทางกายภาพไม่ได้ จะจัดการได้ไหมนะ?

เปิดตัวหนังออกมาก็มีคำถามมาเลยว่า ทำไมสาวน้อยแสนดีจึงเลือกมหาโจร ขี้เหล้า สารเลว มาเป็นสามี
แล้วก็ตัดไปสู่ฉากรุนแรง ลูกค้ากรีดหน้าโสเภณีที่หัวเราะขนาดของฝ่ายชายที่เล็กเหลือเกิน ก็มันหยามกันมากไป ทนไม่ได้
แต่ท่านนายอำเภอกลับตัดสินแค่ให้ชดใช้เป็นม้า 5 ตัว เหล่าโสเภณีจึงรวมเงินกันประกาศจ้างฆ่าสองหนุ่มที่กระทำการในครั้งนั้น

เหล่ามือปืนทั้งหลายสนใจและเดินทางเข้ามาในเมืองนี้แต่จะโดนนายอำเภอจัดการเสียจนต้องออกจากเมืองไปอย่างสะบักสะบอม

ทีมของพระเอกมี 3 คน ประกอบด้วยเด็กหนุ่ม พระเอก และ เพื่อนพระเอก เจ้าหนุ่มต้องการจะชวนเฉพาะพระเอก แต่สุดท้ายก็ต้องยอม

การต่อสู้ในเรื่องก็สนุกดีตามสไตล์คาวบอย
แต่ผมชอบในเรื่องปมของแต่ละคนมากกว่า
เพื่อนพระเอกที่แสดงโดย Morgan Freeman ตอนแรกก็ดูใจถึงดี กลับกลยเป็นคนไม่กล้า งงเหมือนกัน
หนุ่มน้อยมือปืน ที่บอกในตอนแรกว่าเคยยิงคนมาแล้ว 5 คน แต่หลังจากยิงคนเสร็จก็สั่นและมาเฉลยว่าเพิ่งยิงคนเป็นครั้งแรก
ส่วนพระเอกแรกๆ ยังไม่เผยความโหด จนเพื่อนโดนทารุณจนตาย เขาเลยต้องออกลาย

ที่น่าประทับใจของพระเอกคือเขาซื่อสัตย์ต่อภรรยามาก นี่คงเหตุผลหนึ่งที่สาวน้อยแสนดีเลือกมหาโจรเป็นสามี
อีกอย่างที่มองเห็นคือรักพวกพ้อง เมื่อทำกันขนาดนี้ It's unforgiven ซึ่งเป็นที่มาของชื่อหนัง

สุดท้ายจบแบบ Happy Ending และก็ทิ้งท้ายให้คนดูคิดว่าทำไมสาวน้อไแสนด์จึงเลือกมหาโจร ซึ่งคงได้คำตอบกันแล้ว

โดยรวมหนังสนุก น่าติดตาม สมแล้วที่น้องหมอโจจะบอกว่าเป็นหนังของปู่คลิ้นส์ที่เขาชอบที่สุด หลายคนน่าจะเป็นสาวกปู่ฯ เนื่องมาจากหนังเรื่องนี้

Post ใน Facebook หลังดูจบไปว่า "แม้ไม่ใช่แฟนปู่ฯ แต่ก็รู้ว่าอภัยให้มิได้"
แต่ถึงวันนี้ที่น้ำลดแล้วก็เฉยๆ ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป รวมทั้งความโกรธ

ก็ได้แต่ภาวนาว่าให้พวกเขาคิดได้ ทำอะไรดีๆ ให้กับแผ่นดินนี้บ้าง
เขาได้โอกาสในการทำดีกับแผ่นดินนี้ในภาพกว้างเพราะกระทบกับคนหลายคน หากทำจากเจตนาไม่ดี ผลกระทบก็จะเกิดกับคนหลายคน
ไม่บุญมากก็บาปหนักแหละครับ

เมื่อชีวิตสิ้นไป ท่านยมบาลจะบอกท่านเองว่า Unforgiven หรือไม่?
ขอให้โชคดี

ขอให้คนไทยสู้ๆ นะครับ ยึดในหลักธรรมกันไว้ ผ่านมาผ่านไป หาจุดเรียนรู้ แก้ไขป้องกัน
น้ำท่วมบ้าน อย่าให้มาท่วมใจ ใจนิ่งๆ ว่างๆ ค่อยๆ แก้ไขกันไป ไม่ยึดติด เราจะสอบผ่านและจะไม่ต้องเจออีก

มีความสุขทุกคนครับ

วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

Swing Girls

เมื่อเด็กไม่เอาไหนจะเล่น Jazz



กำกับ : Shinobu Yaguchi
นำแสดง : Juri Ueno, Yûta Hiraoka, Shihori Kanjiya
ความยาว : 105 นาที
ระดับความชอบ : 8.25/10

อยากชมหนังเรื่องนี้เพราะเพื่อนใน Blog ชื่นชมไว้ เมื่อเห็นในร้านขาย DVD เลยเอามาชมเสียหน่อย

หนังเป็นเรื่องราวของนักเรียนผู้หญิงมัธยมปลายที่สอบตก และต้องมาเรียนซ่อมตอนปิดเทอม 
ในช่วงนั้นวงดุริยางค์จะต้องไปแข่งในต่างถิ่นแต่ลืมอาหารกลางวัน เด็กๆ ในห้องเรียนเลยอาสาไปส่งให้เพื่อนๆ แล้วเรื่องราววุ่นๆ ก็เกิดขึ้น สุดท้ายเพื่อนๆ ในวงดุริยางค์ท้องเสียกันหมดเลย
กลุ่มนักเรียนที่ไปส่งข้าวห่อเลยพยายามจะมาทำหน้าที่แทน


นางเอกเป็นเด็กไม่เอาไหน ทำอะไรก็ไม่ทำจริงจังสักที จนมาเล่นดนตรี เปลี่ยนแนวดนตรีที่จะเล่นจนมาเจอ Swing Jazz 
แล้วเธอก็ข้ามพ้นความไม่เอาจริงด้วยดนตรี


หนังเดาทางได้ไม่ยาก แต่เมื่อเป็นหนังญี่ปุ่นเลยจะออกไปทางน่ารัก ได้เห็นบรรยากาศท้องทุ่งในฉากส่งข้าวเที่ยง เห็นการเล่นดนตรีตามที่ต่างๆ เห็นครอบครัวของคนญี่ปุ่น เห็นโรงเรียน ห้องฝึกซ้อมดนตรี 
ดูแล้วอบอุ่นดีครับ


ผมว่าวัยมัธยมนี่สำคัญและอยู่ในความทรงจำดีนะครับ โดยเฉพาะมัธยมปลาย
เพื่อนที่สนิทที่สุดก็คือเพื่อนในช่วงมัธยมปลาย คงเพราะยังเป็นเด็กและยังไม่มีหน้ากากอะไรมาใส่กันมาก ใสๆ จริงใจ เลยประทับใจกันจนถึงวันนี้
ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็คิดถึงชีวิตวัยนั้น ที่สดใส ร่าเริง จินตนาการไปได้เรื่อย


ด้วยในวัยที่เป็นพ่อก็คงต้องเอาหนังแนวนี้ไว้เตือนตัวเองว่า วัยแบบนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ เขาจะมีอิสระ ต้องคอยตามดูห่างๆ ทำให้เขาไว้ใจที่จะเล่าให้เราฟังในเรื่องต่างๆ แล้วอย่าไปปิดกั้นเขา ลองนึกถึงเราในวัยนี้ คงไม่ชอบหากใครมาขวางสิ่งที่เราคิด ลูกเราก็เหมือนกันครับ
เพราะพ่อแม่ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า สุดท้ายเขาก็ต้องคิดเอง


ดูแล้วสดใส มีความสุข เพลงก็สนุกสนานตามแนว Swing Jazz


หามาดูจะได้รู้ชีวิตวัยรุ่น
ที่เราก็เคยผ่าน แต่อาจลืมไป


มีความสุขทุกคนครับ

วันจันทร์ที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

50/50

ครึ่งๆ




กำกับ : Jonathan Levine
เขียนบท : Will Reiser
นำแสดง : Joseph Gordon-Levitt, Seth Rogen, Anna Kendrick
ความยาว : 100 นาที
ระดับความชอบ : 9.25/10

เห็นหลายคนพูดถึง ตอนแรกก็ไม่สนใจ บ่อยเข้าๆ เลยชักสนใจ สุดท้ายเข้าไปดูคะแนน สูงทีเดียว
ก็เลยตัดสินใจไปชม เหลือแต่ที่ House Rama ที่เดียว

ชวนน้องสาวที่มาจากต่างจังหวัดไปดูด้วยกัน
หนังดูคึกคัก เพลงประกอบก็เร้าใจดี
บทพูดเยอะทีเดียว

พระเอกทำงานด้านสารคดีแผนกเสียง มีแฟนเป็นนักวาดรูป มีเพื่อนสนิทที่ทำงานเดียวกันที่ปากไม่ค่อยดี โฉ่งฉ่าง แต่รักจริง
ส่วนแฟนสาวที่อยู่ด้วยกันเอาใจออกห่างแล้วสุดท้ายก็ปันใจเพื่อความก้าวหน้าในงาน
ก็ได้เจ้าเพื่อนปากเสียนี่แหละที่ช่วยทำลายรูปวาดเพื่อลืมเธอ
ชอบฉากพระเอกหิ้วเพื่อนมาส่ง แล้วแอบเห็นหนังสือที่เพื่อนอ่านแล้วอึ้ง เพราะทั้งพับและขีดเน้นคำ
เล่มที่อ่านคือการรักษาโรคมะเร็ง

พระเอกเป็นมะเร็งที่กระดูกสันหลังชนิดที่รักษายาก แม้แต่ชื่อโรคยังเรียกยากเลย
หนังมีอารมณ์ขันเป็นระยะๆ และเศร้าแบบหนังชีวิตเป็นสัดส่วน 50/50
เมื่อทราบผลพระเอกก็บอกทุกคน คนที่บอกเป็นเรื่องเป็นราวที่สุดคือคุณแม่ เพราะพระเอกเห็นว่าคุณแม่มักจะตกใจแล้วจะโวยวายกับเรื่องต่างๆ อีกอย่างเธอต้องดูแลสามี (พ่อพระเอก) ที่เป็นโรคความจำเสื่อม
เมื่อเธอบอกว่าจะมาดูแลที่บ้านพระเอก เขาก็เลยปฏิเสธ โดยผู้ที่รับอาสาดูแลคือแฟนสาว

พระเอกขับรถไม่เป็น แฟนเลยต้องไปส่งทำเคมีบำบัด แต่ไม่เธอไม่เข้าโรงพยาบาลด้วยโดยให้เหตุผลว่ากลัวภาพในโรงพยาบาลจะทำลายจินตนาการในการวาดรูปของเธอ
พระเอกจึงใช้วิธีโทร.เรียกเมื่อทำคีโมเสร็จ
ครั้งหลังๆ จะมีการมารับช้ามาก แต่พระเอกก็รับได้

ในห้องคีโมจะมีเพื่อนที่ต้องมาบำบัดด้วยกัน 2 คน ซึ่งล้วนสูงอายุ บทสนทนากันระหว่าง 3 คน เป็นธรรมชาติดีมากครับ ปูเรื่องได้ดี ฉากพระเอกและเพื่อนไปเยี่ยมบ้านของเพื่อนผู้สูงวัย ดูเขามีความสุขและอาการดูดีขึ้น แต่เขาก็ตายในเวลาต่อมา

ในช่วงที่เข้าทำเคมีบำบัด พระเอกต้องไปพบจิตแพทย์มือใหม่ สุดท้ายก็ผลัดกันรักษาแบบ 50/50
ชอบมุกจิตแพทย์ที่เพิ่งเลิกกับแฟน แล้วยังวนเวียนเข้าไปดูใน Facebook ของแฟนเก่า เพื่อดูความเคลื่อนไหวของเขา จะว่าไปหลายคนก็คงเป็นแบบนี้นะในปัจจุบัน

ภาพในใบปะหนังเป็นฉากที่พระเอกเอาบัตตาเลี่ยนโกนหัว ยังไม่วายมีมุกตลกมากมายในฉากนี้
หนังเรื่องนี้จะให้น้ำหนักระหว่างหนังชีวิตกับหนังตลกในระดับ 50/50

สุดท้ายคนที่มาดูแลคือคุณแม่ ประโยคที่พระเอกถาม “ทำไมผมไม่รู้ว่าแม่เข้ากลุ่มบำบัด?” “ก็ลูกไม่เคยโทรกลับเลย” แม่ตอบ ทำเอาสะอึกกันไปเลยครับ
ฉากร่ำลาพ่อ แม่ และเพื่อนก่อนเข้าไปผ่าตัด เรียกน้ำตาคนที่นั่งข้างๆ ผมไปเสียยกใหญ่ ไม่ใช่น้องสาวผมนะครับ แต่เป็นใครไม่รู้ จากอาการสะเอื้อน เธอร้องไห้ครับ เล่นเอาผมตารื้นไปเหมือนกัน
แต่ผมกลับชอบประโยคของเพื่อนรัก “ทำไมหมอไม่พูดประโยคหลังนี่ก่อน” เมื่อหมอแจ้งออกมาแจ้งว่าพระเอกปลอดภัย

หนังเรื่องนี้แข็งแรงในแนวคิด 50/50
คนเราไม่มีอะไรเป็น 100/0 หรอกครับ
คนรักเรา คนเกลียดเรา ก็มีประมาณ 50/50
ความสุขกับความทุกข์ก็ประมาณ 50/50
ข่าวดีกับข่าวร้าย ก็ 50/50
ยิ่งทบทวน ก็ยิ่งชอบหนังเรื่องนี้ครับ เล่นกับสัดส่วน 50/50 ได้ลงตัวจริงๆ

ไม่มีอะไรแน่นอนหรอกครับชีวิตนี้
มันแค่ 50/50 เท่านั้นเอง
ดังนั้นไม่ต้องยึดติดครับ เพราะยังเหลืออีกตั้งครึ่ง

มีความสุขทุกคนครับ

วันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

Never Let Me Go

คนไม่มีสิทธิ์



กำกับ : Mark Romanek
เขียนบท : Kazuo Ishiguro (novel), Alex Garland (screenplay)
นำแสดง : Keira Knightley, Carey Mulligan, Andrew Garfield
ความยาว : 103 นาที
ระดับความชอบ : 9.25/10

เป็นหนังที่หลายคนกล่าวถึง เมื่อได้ดูก็ขอชื่นชมใน Plot เรื่อง คิดได้เก่งมาก

เปิดตัวที่นางเอกกำลังมองผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังจะเข้าห้องผ่าตัด พร้อมทั้งบรรยายหน้าที่ของเธอ อายุ แล้วก็ตัดภาพไปในวัยเด็กของเธอและเพื่อนรักอีก 2 คน

ณ โรงเรียนประจำเฮลแชมในปี 1978 เรื่องราวของเด็กหญิงสองคนและเด็กชายเกิดขึ้นที่นี่
คงเหมือนโรงเรียนประจำทั่วไปที่มีกฎระเบียบเข้ม เรื่องราวความรักของสองหญิงหนึ่งชายก็เกิดขึ้น
ชายชอบอีกคน แต่สุดท้ายผู้หญิงอีกคนมาแย่งไปเสีย Plot จะไม่มีอะไรเลยหากไม่ได้เกิดในโรงเรียนของคนที่ถูก Cloning และทุกคนจะต้องค่อยๆ สละอวัยวะเพื่อเอาไปช่วยชีวิตมนุษย์ ทีละชิ้นๆ จนสุดท้ายทุกคนก็ตาย
ที่โหดร้ายกว่านั้นคือพวกเขาและเธอจะพบรักกันไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะสุดท้ายก็ต้องตายจากกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
อีกเรื่องที่คนเหล่านี้อยากรู้คือพวกเขาและเธอ Cloning มาจากใคร? ซึ่งคงได้แต่อยากรู้ ถึงหาตัวเจอก็ไม่มีประโยชน์


ชื่อหนังมาจากประโยคหลักของเพลงที่พระเอกมอบให้นางเอก เพลงนี้ไพเราะดีเหลือเกิน
ดนตรีประกอบของหนังเรื่องนี้ดึงอารมณ์ได้ดีมากในทุกฉากทุกตอน
ภาพในอดีตทำได้สวยและสมจริงดี เหมือนมีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในอดีต


ช่างเป็นชีวิตที่น่าสงสาร เพราะทุกคนมีเลือดเนื้อ จิตใจ แต่เลือกแนวทางชีวิตไม่ได้เลย

หากวิทยาการออกมาในรูปนี้จริง ก็น่าคิดนะ
เพราะจะมีมนุษย์อีกพวกหนึ่งที่จะโดนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจตลอดเวลา 

Plot เรื่องแหวกแนว เดินเรื่องดี ดนตรีไพเราะ ลองหาหนังเรื่องนี้มาชมครับ

เพื่อการมีชีวิตยืนยาวของมนุษย์ เราต้องทำขนาดนี้เชียวหรือ?

มีความสุขทุกคนครับ

วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔

The Cove

อย่าด่วนตัดสิน



กำกับ : Louie Psihoyos
เขียนบท : Mark Monroe
นำแสดง : Richard O'Barry, Louie Psihoyos, Hardy Jones
ความยาว : 92 นาที
ระดับความชอบ : 7/10

เพิ่งได้ชม ได้แผ่นมาจากเพื่อนในที่ทำงาน เขาบอกว่าได้รางวัลออสการ์ประเภทสารคดี

ในแง่ตัวหนัง ทำได้ตื่นเต้น ลุ้น เป็นหนังสารคดีที่สนุกมาก การเลือกคนมาปฏิบัติการก็สนุก เหมือนหนัง Team ปฏิบัติการต่างๆ

ส่วนเนื้อเรื่องผมค่อนข้างต่อต้านตั้งแต่แรก
โดยส่วนตัวเป็นคนที่ชื่นชอบชนชาติญี่ปุ่น ในทางกลับกันก็ไม่ชอบอเมริกัน
ไม่ชอบการตัดสินคนอื่น ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำตัวเป็นศาลเตี้ยมากๆ เลย
ถ้าให้เจ๋งจริง ต้องทำความเข้าใจชาวไทจิให้ได้ว่า ทำไมเขาถึงต้องฆ่าปลาโลมา ที่เขาบอกไว้ในบางตอน จริงไหม?
ทำให้ชาวไทจิยอมรับ เห็นว่าไม่ดีจริงๆ สารปรอทสูงจริงๆ แล้วเขายอมลดการล่าลงมาอย่างเต็มใจ
Win-Win Concept น่ะครับ อเมริกันคิดมามิใช่หรือ?

จริงๆ แล้วผมว่าคนญี่ปุ่นเท่าที่ผมรู้เป็นคนเคร่งศาสนา ผมเชื่อว่าเขารู้ว่าสิ่งที่ทำน่ะบาป แต่ต้องมีเหตุผลของเขาเพื่อมารองรับการกระทำนี้ ซึ่งน่าสนใจ อยากได้ยิน

จะว่าไปอเมริกันเสียอีกที่ทำลายล้างโลกอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ลงนามลด CO2 จนป่านนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าลงนามหรือยัง?
อดีตรองประธานาธิบดีมาเรียกร้องให้รักโลกก็หาว่าเขา Fake

อ่านเจอใน Blog หนึ่งบอกว่า Ric O'Barry คนที่เป็นหัวหน้าของปฏิบัติการเคยเป็นคนฝึกปลาโลมาจนโด่งดังทำเป็นหนัง The Flipper จนปลาโลมาได้รับความนิยมไปทั่วโลก
แล้วเขาก็ต้องอึ้งเมื่อปลาโลมาตัวหนึ่งกลั้นหายใจตายเพราะทนกับการอยู่ในบ่อแคบๆ ไม่ได้
มันรักอิสระ
แต่ตอนนั้นความต้องการปลาโลมามีทั่วโลกแล้ว เมื่อมีอุปสงค์ก็ต้องมีอุปทาน ไทจิมีปลาโลมา ก็จับไปขายสิครับ หรืออเมริกันจะไม่ทำอย่างนั้น ถ้ามีทรัพยากร
เริ่มต้นไว้เองนะครับ
ชอบที่คุณ Ric O'Barry กลับตัวกลับใจ และขอชื่นชม เพราะคุณโนเบลก็เปลี่ยนตัวเองจากนักค้าอาวุธสงคราม มาให้รางวัลต่อคนทำดีต่อโลก เพราะเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำ เป็นโทษ
แต่ไม่ใช่มาอนุรักษ์ด้วยการพิพากษาคนอื่น

ถอยมาให้เห็น พิจารณา แล้วเลือกทางที่ถูก เท่านี้ก็น่าชื่นชมแล้ว
แต่อย่าแทรกแซง ตัดสินคนอื่นเลยครับ มันไม่ดี
เพราะการทำอย่างนั้นรังแต่จะเกิดการทะเลาะและเกิดการไม่ยอมรับกันเปล่าๆ
โลกเราร้อนพอแล้ว อย่าทำให้ใจร้อนอีกเลยครับ

ลองดูหนังเรื่องนี้นะครับ แล้วดูว่าคุณคิดอย่างไร หนังสนุกมากครับ

มีความสุขทุกคนครับ

ปล. มี Web site ที่บอกไว้ในหนัง ลองเข้าชมดูครับ TakePart.com/TheCove

วันอังคารที่ ๑๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

Chungking Express

คนอกหักกับรักใหม่




กำกับ : หว่อง กาไหว่
นำแสดง : ทาเคชิ คาเนชิโร่, หลิน ชิงเสีย, เหลียง เฉาเหว่ย, เฟย์หว่อง
ความยาว : 98 นาที
ระดับความชอบ : 10/10

1 May 1994 เป็นเวลาที่เรื่องราวของหนังเรื่องนี้เกิดขึ้น
วันดังกล่าวเป็นวันเกิดของอาหวู่ ตำรวจหมายเลข 223 ประจำย่าน Chungking ที่เป็นเหมือนถนนข้าวสารในเมืองไทย จึงมีชาวต่างชาติเยอะแยะ
เขาถูกแฟนบอกเลิกเมื่อ 1 April 1994
แต่เขายังไม่เชื่อเฝ้ารอคอยข้อความมาขอคืนดีผ่านเพจเจอร์ เขาโทรศัพท์ไปหาที่บ้านแฟนโดยคุยกับพ่อและแม่แฟน และบอกกับพวกเขาว่าเดี๋ยวแฟนก็ติดต่อกลับมาเอง
คบกัน 5 ปีทำให้อาหวู่รู้จักคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างดี
แฟนของอาหวู่ชอบกินสัปปะรดกระป๋อง เขาเลยซื้อไว้ทุกวัน เลือกกระป๋องที่หมดอายุในวันเกิดเขา เขาเชื่อว่าไม่เกินหนึ่งเดือนแฟนของเขาจะติดต่อกลับมา
แต่ทุกอย่างต้องมีหมดอายุ อาหารกระป๋อง กระดาษ ไม่เว้นแม้แต่ความรัก
บทในหนังดีเหลือเกิน ในช่วงที่พระเอกคิด ยิ้มได้หลายตอนเลย
ประเด็นวันหมดอายุ เคยได้ยินในเรื่อง พลอย มาเรื่องนี้เอามาใช้เต็มๆ มากกว่า ชอบครับ

เรื่องของสาวผมทองก็ตัดมาให้ชมเป๊นระยะ เธอพัวพันกับชาวต่างชาติ แล้วของเธอหายตอนจะไปขึ้นเครื่องบิน เธอเลยออกตาม
ชอบฉากที่ลักพาลูกสาวคนอินเดีย สุดท้ายเธอก็ปล่อย เพราะท่าทางพ่อจะเห็นแก่เงินมากกว่า

หนังยังอยู่ในช่วงที่ไม่มีมือถือ เลยใช้โทรศัพท์บ้านเป็นหลัก

แล้วอาหวู่ก็กินสัปปะรด 30 กระป๋องในคืนก่อนวันเกิด เขาบอกว่าดีนะที่แฟนเขาชอบสัปปะรด หากเป็นทุเรียนเขาคงแย่
แต่ท้องไส้ก็ปั่นป่วน
พระเอกจะไปดื่มเหล้าโทรศัพท์ชวนใครก็ไม่ว่างซักคน สุดท้ายจะมาชวนเด็กในร้านอาหารด่วนแบบ Express แต่เธอก็มีแฟนไปเสียแล้ว
ผู้หญิงคนนั้นชื่อเดียวกับแฟนเขาเลย อาหวู่คิดในใจว่าโดนหักอกจากผู้หญิงชื่อเดียวกันถึงสองคนในคืนเดียวกัน
แล้วเขาก็มาพบสาวผมทอง ที่เพิ่งยิงคนมาหมาดๆ
อาหวู่พยายามจีบเธอ ถามเธอว่าชอบกินสัปปะรดกระป๋องไหม? เพราะเขาไม่รู้จักแฟนเขาดีพอเลยโดนทิ้ง
สาวผมทองที่แสดงโดยหลิน ชิงเสียเลยถามว่าเขาอายุเท่าไหร่
แต่สุดท้ายเขาทั้งสองก็ไปที่โรงแรม สาวผมทองเธอหลับสนิท ส่วนอาหวู่ดูหนังไปสองเรื่อง ทานอาหารไปสี่จาน

เช้านั้นอาหวู่วิ่งกลางสายฝน เขาจะวิ่งเมื่ออกหัก เหงื่อออก น้ำหมดตัวจะได้ไม่ร้องไห้
แล้วก็มาส่งเรื่องต่อเมื่อ Chungking Express มีเด็กหน้าร้านใหม่ชื่ออาเฟ
ซึ่งอาหวู่ไม่ชอบ แต่ต่อมาเป็นคนรักของตำรวจรหัส 663 ที่แสดงโดยเหลียง เฉาเหว่ย


663 อกหักจากแอร์โฮสเตส เขาเลยซึมเศร้า พูดกับของทุกชิ้นในบ้านอย่าให้เสียใจไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาหรือว่าสบู่
แล้ววันหนึ่งแอร์โฮสเตสก็เอาจดหมายฝากไว้ให้คุณตำรวจ เถ้าแก่และทุกคนในร้านแอบอ่าน รวมทั้งอาเฟ
แต่พอจะเอาจดหมายให้พระเอก เขากลับไม่เอา นางเอกเลยเอากุญแจในซองจดหมายแอบไปไขห้องพระเอก และจัดบ้านให้ทุกวัน เปลี่ยนตุ๊กตา เติมปลาในตู้ เปลี่ยนสบู่ แก้วแปรงฟัน ทำสารพัด


แล้ววันหนึ่งพระเอกก็มาเจอ ก็เลยชวนอาเฟออกเดท
ท่าวิ่งของเหลียงเฉาเหว่ยเป็นเอกลักษณ์มาก ตอนดูก็นั่งคิดว่าจะได้เห็นไหม? เหมือนหว่อง กา ไว จะรู้เลยจัดฉากนี้ให้


แต่นัดแรกก็ไม่เจอกัน เถ้าแก่เอาจดหมายอาเฟมาให้แทน
ฝนตกในหลายฉาก รวมถึงฉากนี้ ใครบางคนเลยแนะนำให้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ตอนฝนตกจะได้อารมณ์มาก
แล้วพระเอกก็ไม่อ่านจดหมาย ทิ้งถังขยะ ฝนตก มาคว้ากลับจากถัง จดหมายเปียกต้องเอาไปอบในตู้ใส่พายในร้านสะดรกซื้อ ดูฉลกเหล่านี้แล้วอินจังเลยครับ
"เขียนจดหมายให้คุณก็คงไม่อ่าน" นางเอกค่อนตอนท้ายเรื่อง แบบว่ารู้นิสัย


ฉากปิดท้ายน่ารัก อิ่มเอม ดูจบยืนยกสองนิ้วหัวแม่โป้งให้ คิดไปถึงคะแนนระหว่าง 9.75 กับ 10 ก็ได้แต่คิดว่าจะกั๊กไปทำไม ถูกใจขนาดนี้


หลายคนบอกจะเหงาเมื่อได้ชม แต่ผมมีความสุข ทุกคนเหงาครับ โดยเฉพาะคนในเมืองใหญ่ อีกทั้งถ้าเราอกหักในเมืองใหญ่ คงเป็นเหมือนนายตำรวจหนุ่มสองคนนี้แหละครับ
อยู่ที่ว่าใครจะมีทางออกให้กับชีวิตได้มากกว่ากัน
พระเอกสองคนในหนังเรื่องนี้ คนแรกใช้วิธีวิ่งออกกำลังกาย แต่ดูจะยังไม่หายจากความเจ็บปวดนะ เมื่อมีคำอวยพรวันเกิดเข้ามาก็อยากให้มันเป็นอย่างนั้นตลอดไป ไม่มีวันหมดอายุ แม้เขาจะเรียนรู้ในตอนต้นแล้วว่าทุกอย่างต้องมีวันหมดอายุ ไม่เว้นแม้ความรัก ก็คงต้องเรียนรู้กันต่อไป เขาอายุแค่ 25 ปีเท่านั้นเอง
ส่วนคนที่สองก็หมกมุ่นกับภาพอดีต คุยกับสิ่งของทุกชิ้นในบ้าน แต่ยังโชคดีที่มีคนมารักและเขาก็เปิดใจกว้างรับรักใหม่ จึงมีทางออกที่สวยกว่า


โดยส่วนตัวชอบเหลียง เฉาเหว่ย เคยคิดเล่นๆ ระหว่างหลิว เต๋อหัว กับ เหลียง เฉาเหว่ย ชอบใครมากกว่า ผมชอบเหลียง เฉาเหว่ย มากกว่านะ ดูแววตาและรอยยิ้มเวลาแกแสดง ดูเป็นธรรมชาติดี และเรื่องนี้พี่แกก็กวาดรางวัลบนเกาะฮ่องกงมาครองในปี 1995 เรียบร้อย
เควนติน ตารันติโน่ เอาไปฉายในอเมริกาก็ได้รับความนิยมทีเดียว
ชอบนางเอกเฟย์หว่องอีกคน ที่แสดงให้เห็นข้อแตกต่างในตอนต้นได้อย่างชัดเจน จากเด็กกะโปโลผอมกะหร่องมาเป็นสาวสวยในตอนท้าย แตกต่างกันมากมาย
เพลงประกอบก็เป็นสื่อได้อย่างดี "ฉันเป็นคนเอาไปไว้ที่บ้านเอง จะมาบอกว่าแฟนเก่าชอบได้ยังไง?"
นี่หากไม่ได้อาเฟ 663 จะเพ้อเจ้อไปถึงไหนนะ


ภาพในหลายตอนหวือหวา ทันสมัยดี


โดยรวมชอบมากครับหนังเรื่องนี้
แสดงความเหงาของคนอกหักในเมืองใหญ่ การทำอะไรบ้าๆ บอๆ ของคนอกหัก และความโรแมนติกได้อย่างลงตัว
เป็น หนังในดวงใจ เรื่องล่าสุดไปเลยครับ

มีความสุขทุกคนครับ

วันอังคารที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓

Julie & Julia

หนังที่ Blogger ต้องดู



ผู้กำกับ : Nora Ephron (เขียนบทด้วยครับ)
นำแสดง : Meryl Streep, Amy Adams
ความยาว : ๑๒๓ นาที
ระดับความชอบ : ๙.๕/๑๐

หนังเรื่องนี้อ่านเจอจาก Blog ของ บ.ก.แป๊ด Grappa เห็นแผ่นในร้านเลยรีบคว้ามาดู

แค่เปิดเรื่องก็น่าสนใจแล้ว
Based on two true stories

ซึ่งเป็นเรื่องของ
Julie Powell และ Julia Child สองแม่ครัวต่างยุค
คนแรกเป็นคนยุคปัจจุบัน ทำ Blog ก่อนเราประมาณ ๔ ปี แต่เขามี Theme ที่ชัดเจน นั่นคือทำอาหารตามสูตรในตำราของ Julia Child ซึ่งเป็นสุภาพสตรีชาวอเมริกาที่ติดตามสามีไปอยู่ในฝรั่งเศส กิจกรรมหนึ่งที่เธอโปรดปรานคือทานอาหารฝรั่งเศสอย่างเอร็ดอร่อย เธอเลยอยากให้แม่บ้านชาวอเมริกันได้ทำทานบ้าง เลยไปเรียน และเขียนตำรา ในยุคของเธอไม่มี Blog จึงเขียนตำราแล้วส่งสำนักพิมพ์เพื่อพิจารณา
ส่วน Julie Powell ใช้เทคโนโลยีปัจจุบันคือ Blog เธอให้เวลาหนึ่งปีกับห้าร้อยกว่าสูตรที่จะต้องทำให้หมด ไม่ง่ายเลย จึงต้องการกำลังใจมาก ลองดูประโยคที่เธอมอบให้คนให้กำลังใจเธอครับ

"I could never have done this without you. As someone once said, you are the butter to my bread, the breath to my life. To my husband."

คมคาย ได้ใจ คนดูน้ำตาซึม

ตัวหนัง, ดารา, เพลงประกอบ ลงตัวไปหมดครับ
เหมาะแก่การนำมาชมเป็นอย่างยิ่ง
ตอนนี้เข้าชิงลูกโลกทองคำในสาขา ภาพยนตร์เพลงหรือตลกยอดเยี่ยม และ Meryl Streep เข้าชิงในสาขา นักแสดงนำหญิงจากภาพยนตร์เพลงหรือตลกยอดเยี่ยม

จะว่าไปผู้กำกับคนนี้คงถนัดแนวนี้ Romantic Comedy เพราะเรื่องก่อนๆ ของเธอคือ Sleepless in Seattle และ You've got mail นี่ถ้าเอา Meg Ryan มาแสดงได้คงเอามาแสดงแล้ว แต่ยุคนี้ Sandra Bullock ก็ใช่ย่อยสำหรับแนวนี้

ทำไม Blogger ต้องดู ก็เพราะจะได้เห็นว่ามีคนคิดเหมือนเราเยอะ เชื่อว่า Blogger ทุกคนมีความฝัน อยากให้คนมาอ่าน มาแสดงความคิดเห็น เลยกลายเป็นหน้าที่ที่จะต้องเขียนให้คนที่ติดตามอ่าน Blog ของเราได้อ่านสม่ำเสมอ

จริงๆ แล้ว Blog ต้องมี Theme ที่ชัดเจน ถึงจะดังและติดตลาด หนังเรื่องนี้บอกไว้

หากดึงคนในครอบครัวมามีส่วนร่วมกับการเขียน Blog ได้จะดีมาก เหมือนในหนังเรื่องนี้

ให้ใส่ความรู้สึกนึกคิดอย่างเต็มที่ และซื่อสัตย์ ใน Blog เหมือนตอนที่ Julie ทะเลาะกับสามี เธอก็เขียนความรู้สึกของเธอลง Blog สามีมาอ่านก็จะได้รู้ถึงความรู้สึกแท้จริง

อีกอย่างอย่าหวังว่าจะดังในชั่วข้ามคืน ต้องใช้เวลา ดูเราสิเขียนมาตั้งหลายปี ไม่ดังเสียที ต้องฝึกต่อไป

แม้จะไม่ดังแต่ผมก็ชอบเขียน Blog เพราะได้บันทึกเรื่องราวที่เข้ามา ได้จดความรู้สึกเวลาดูหนัง อ่านหนังสือ เลี้ยงลูก หรือไปเที่ยวไหนๆ เวลากลับมาอ่านแล้วมีความสุขทุกที หรือเวลาจะแบ่งปันให้คนอื่นก็เป็นไปโดยง่าย
Julia Child คงคิดแบบนี้เหมือนกัน แค่เธอไม่มี Blog จะใช้ในยุคนั้น

การได้แบ่งปันเรื่องราวดีๆ ไว้ในโลกไซเบอร์ นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมยังเขียน Blog
การได้พบคนคอเดียวกัน แนะนำต่อยอดสม่ำเสมอ ทำให้ผมชอบ Blog
การได้รับมิตรภาพ แบ่งปันของ ลดโลกร้อน ชวนกันทำความดี ทำให้ผมยิ่งรัก Blog

ส่งหนังเรื่องนี้ต่อไปให้ ดร.วรภัทร์ ก็แกเป็น Blogger ที่ผมนับถือท่านหนึ่ง

Blogger ท่านอื่นล่ะครับ ทำไมเขียน Blog? บอกกันบ้างนะครับ

มีความสุขทุกคนครับ

วันเสาร์ที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

Cape No.7 หลายชีวิตจากไต้หวัน



กำกับ : เว่ยเต๋อเซิ่ง
นำแสดง : แวน ฟ่าน, ชิเอะ ทานากะ, โคสุเกะ อาตาริ, หม่าจู่หลง
ความยาว :๑๓๗ นาที
ระดับความชอบ : ๙/๑๐

เป็นหนังไต้หวันที่มีสรรพคุณมากมาย กวาดรางวัลม้าทองคำ ๕ ตัว รายได้แซงหน้าหนังฝรั่งที่เข้าในช่วงเดียวกันในไต้หวัน

ในสีสันครบรอบยี่สิบปี คุณสิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์ ก็เขียนถึงเรื่องนี้เหมือนกัน จั่วหัวว่า รักบ้านเกิด ตอนแรกก็นึกชื่อนี้ไว้เหมือนกันนะ

แต่ก็นึกถึงแนวที่ชอบเป็นการส่วนตัวคือ หลายชีวิต ที่ตัวละครมีหลายตัว แต่ร้อยเรียงเชื่อมโยงกันได้ด้วยจุดร่วมอย่างหนึ่ง จึงมาเจอกัน ได้เรียนรู้กัน จนมาถึงจุดหมาย
หนังแนวนี้ผมว่าทำยากนะ บทต้องดี ตัดเรื่องไปมาต้องเฉียบ ไม่งั้นงง และอาจทำให้เนื้อเรื่องไม่โดนก็ได้
แต่ถ้าทำดี โดนแรงเลยครับ
หนังเรื่องนี้ผ่านครับ คะแนนตอนออกจากโรงฯ ต่ำกว่านี้ แต่ยิ่งคิดทบทวนยิ่งชอบ และชื่นชมผู้กำกับที่คุมเรื่องได้ดีมาก
เสียนิดเดียว ไม่มีน้ำตา หากเรียกน้ำตาได้สงสัยคะแนนจะเต็ม

แต่ฉากอังกอร์วงเปิดนี่ก็อึ้งนะครับ ไม่เคยเจอ ได้ใจมากฉากนี้

ฉากที่นักร้องญี่ปุ่นขึ้นมาร้องเพลงด้วยก็ชอบ งดงามดีครับ

ลึกๆ อยากให้คุณลุงไปรษณีย์มีบทบาทดึงอารมณ์มากกว่านี้

ชอบนักคีย์บอร์ด น่ารัก กวนดี โดนพระเจ้าถีบออกจากโบสถ์ แต่ตอนท้ายก่อนขี้นเวทีก็ไปขอกำลังใจจากพระเจ้าอยู่ดี

ชอบตอนแต่ละคนไปขอกำลังใจจากสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของแต่ละคน

ชอบฉากที่ทุกคนไปส่งจดหมายแทนพระเอก เพื่อให้พระเอกแต่งเพลง

ชอบที่คุณลุงไปรษณีย์สอนจิตวิญญานของไปรษณีย์ ดีจังครับ

ไม่ชอบตอนพระเอกกับนางเอกลงเอยกัน รู้สึกว่าง่ายไป เหตุผลไม่เพียงพอ

อยากให้ดึงตอนเปิดจดหมายของโทโมโกะอีกนิด อยากร้องไห้ง่ะ

เพลงประกอบก็ไพเราะ บทเจ๋ง ภาพสวยโดยเฉพาะที่ Cape ครับ

เนื้อเรื่องก็เป็นเรื่องของหลายชีวิตที่เกิดขึ้นที่นี่ Cape No.7 (ผมเข้าใจไปเองนะครับ ในสีสันบอกว่าจดหมายมี ๗ ฉบับ)
เปิดเรื่องด้วยการร่ำลาเมืองใหญ่ของพระเอก กลับสู่ Cape No.7
กลับมาทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์ เนื่องจากคนเดิมขาหัก และอายุมากแล้ว แต่พระเอกก็เบี้ยวไม่ยอมส่งจดหมายให้ถึงมือผู้รับ

เรื่องราวต่างๆ เชื่อมโยงกับจดหมายจากญี่ปุ่น ส่งถึงคุณโทโมโกะ แต่เธอเปลี่ยนที่อยู่ไปแล้ว แต่เมื่อจะตีคืน พระเอกดันมาแอบอ่าน เลยทำให้เจอรักแท้ที่เนิ่นนาน งดงาม คงทน

อีกเรื่องที่นำมาเชื่อมโยงคือ วงดนตรีท้องถิ่น ที่ต้องมาเป็นวงเปิดให้กับนักร้องญี่ปุ่น เพราะท่าน ส.ท.ห่วงคะแนนเสีียงในการเลือกตั้งคราวหน้่า

ต้องยอมรับการเชื่อมโยงสองเรื่องเข้าด้วยกัน กับตัวละครหลายตัว ปกติไม่ค่อยเห็น มักใช้เรื่องเดียวเชื่อมโยง หนังเรื่องนี้จึงดูพิเศษ และคุมโทนเรื่องได้ เจ๋งจริง

โดยรวมเป็นหนังที่ดีมาก คุ้มค่าต่อการชมเป็นอย่างยิ่ง

Link ที่เกี่ยวข้อง : หนังแนวหลายชีวิตเรื่องอื่นๆ

ปล.ขอบคุณเจ๋ง (เพื่อนสมัยมอปลาย) ที่มาดูหนังด้วย กลัวเหมือนกันจะทำให้เพื่อนลำบากเพราะดูไม่รู้เรื่อง เคยเป็นมาแล้วตอนชวนตู่ (เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย) ดู Gomorra มึนหัวกันทั้งคู่เลย แต่ได้ยินเจ๋งบอกว่า "หนังเมื่อวานดีนะ" ค่อยโล่งอก ไว้ดูกันใหม่นะครับ