แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาพยนตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาพยนตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖

Star Trek Into Darkness


 ภาระกิจของยาน Enterprise


กำกับ : J.J. Abrams 
เขียนบท : Roberto Orci, Alex Kurtzman, Damon Lindelof, Gene Roddenberry (television series "Star Trek")
นำแสดง : Chris Pine, Zachary Quinto, Zoe Saldana 
ความยาว : 132 นาที
ระดับความชอบ : 8.5/10

ได้ชมภาคที่มาทำใหม่เมื่อปี 2009 ก็ประทับใจในเนื้อเรื่องนะ
คนที่ไปชมภาคนี้มาชื่นชมมากกว่าภาคที่แล้วทุกคน บางคนให้คะแนนเต็มเลยทีเดียว!
ไม่รอด เราเลยไปชมเสียให้รู้กันไป

โดย ส่วนตัวเป็นคนที่ไม่ชอบหนัง Sci-Fi พวกดวงดาว ยานอวกาศนี่ไม่ค่อยถูกกันเลย เคยซื้อแผ่น Star War มาครบชุด ยังไม่ได้ดู ยกให้คนอื่นไปแล้ว 

สำหรับ Star Trek ก็เช่นกัน ในภาคที่แล้วชอบประเด็นการไปเปลี่ยนอดีต ที่ทำไปก็ไม่มีประโยชน์ ปัจจุบันนี่แหละทำให้ดีที่สุด
ภาค นี้เปิดตัวกันด้วยภาระกิจช่วยคนบนดาวดวงหนึ่งให้รอดพ้นจากภูเขาไฟระเบิด แต่ Spock ที่ต้องลงไปทำภาระกิจในปล่องภูเขาไฟทำท่าจะติดอยู่ในนั้น กัปตัน Kirk ตัดสินใจนำยาน Enterprise ขึ้นจากใต้น้ำเพื่อช่วยเพื่อน ซึ่งการทำให้ชาวดาวอื่นเห็นยานอวกาศถือเป็นการผิดกฎ 
Spock รายงานเรื่องนี้ตามความเป็นจริง ชาววัลแคนไม่เคยพูดโกหก 
แล้ว Kirk ก็โดนปลดจากการเป็นกัปตัน

แต่แล้วสถานการณ์ก็ทำให้ Kirk ขอกลับมาเป็นกัปตัน โดยให้ Spock เป็นต้นหนเช่นเดิม เพื่อล่าฆาตกรเป็นการล้างแค้น
ภาระกิจก็เลยเริ่มแล้วก็สนุกตลอดเรื่องเลย
ความที่เป็นหนัง Sci-Fi จินตนาการในอนาคตที่ต่างจากปัจจุบันจึงมีอยู่เยอะ
ผมดูแบบธรรมดา หากดูแบบ 3D หรือ IMAX คงหลบกันวุ่นวายซึ่งคงสนุกเพิ่มขึ้นอีกเยอะ

ความเป็นผู้นำของกัปตัน Kirk มีให้เห็นตลอดทั้งเรื่อง Spock ที่ทำอะไรตามกฎ ไร้อารมณ์ คราวนี้มีเรื่องที่ต่างไปให้เห็น ชอบจังเลย

ความตื่นเต้น ดนตรี ภาพที่ออกมา มีครบเลยครับ
ความกลับไปกลับมาระหว่างตัวร้ายและตัวดี ถือเป็นความเหนือชั้นของเนื้อเรื่อง

ชอบตอนท้ายที่บอกภาระกิจของยาน Enterprise ชัดเจนและมีความหมายดีจัง

ผู้กำกับคนนี้จะทำ Star Wars ภาคต่อไป อาจจะทำให้ชอบ Star Wars ขึ้นมาบ้าง
ก่อนอื่นเอา Super 8 ที่เป็นงานของเขามาดูก่อนดีกว่า

ใครชอบหนังแนวนี้เป็นทุนเดิม รับรองว่าต้องชอบเรื่องนี้

มีความสุขทุกคนครับ

วันเสาร์ที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๖

Munich


คุณตัดเล็บทำไม?


กำกับ : Steven Spielberg
เขียนบท : Tony Kushner (screenplay), Eric Roth (screenplay), George Jonas (book "Vengeance: The True Story of an Israeli Counter-Terrorist Team")
นำแสดง : Eric Bana, Daniel Craig, Marie-Josée Croze
ความยาว : 164 นาที
ระดับความชอบ : 8.5/10

เป็นหนังของพ่อมด Hollywood Steven Spielberg ที่เลือกทำหนังหนักบ้าง นอกจากหนังสนุกทำเงิน 
โดยปกติหนังของ Spielberg จะดูง่าย ด้วยเขาเข้าใจตลาดในวงกว้าง หนังของเขาจึงทำเงินมากมายทุกที

Munich เรื่องนี้เข้าขั้นหนังรางวัล เป็นตัวเลือกในหลายรางวัลเลยทีเดียว แต่ก็ยังไม่ได้ชมเสียที

มาเห็นร้านเช่าหนังเจ้าประจำกำลังลดราคาแผ่นเพราะจะเลิกกิจการ เข้าไปเดินชมเลยได้แผ่นนี้กลับบ้าน
เมื่อได้เปิดชมก็ได้เห็นความรุนแรงของการเอาคืนกัน
แต่หนังเรื่องนี้ก็มีจุดยืนชัดเจนในการนำเสนอ Spielberg วิพากษ์การกระทำครั้งนี้ผ่านพระเอกว่าการทำอย่างนี้ไม่ดีเลย สงครามไม่มีทางจบแน่หากไม่ให้อภัยกัน
ประโยคเด็ดที่ทำให้เห็นว่าการยุติสงครามในโลกนี้ยากเข้าไปอีกเมื่อผู้สั่งให้พระเอกทำงานนี้พูดว่า "ถ้าอย่างนั้นคุณตัดเล็บทำไม?" ตัดไปก็งอกมาอีก ก็ตัดอีก 
เหมือนคู่ต่อกรที่จัดการไปก็จะมีคลื่นลูกใหม่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ก็จัดการกันต่อไปเรื่อยๆ 
ฟังแล้วอึ้งทั้งพระเอกและคนดู

ชอบหนังเรื่องนี้ในฉากที่พระเอกโทรศัพท์หาภรรยาและลูก น้ำตาของคนเป็นพ่อพร่างพรูออกมาอย่างน่าสงสาร
นำไปสู่ฉากโดนสาวสวยนักฆ่าที่ยั่วพระเอกจนเกือบตกหลุม แต่พระเอกปฏิเสธ เป็นฉากที่เห็นน้อยมากในหนังฝรั่ง 
ชื่นชมความเป็นพ่อของพระเอกครับ

อีกฉากที่เห็นเยอะคือผู้ไม่รู้เรื่องมักโดนลูกหลงจากปฏิบัติการของทีมพระเอก และชีวิตจริงก็เป็นเช่นนั้น ความโหดร้ายของสงครามอยู่ตรงนี้แหละครับ

จุดเริ่มของเรื่องเกิดที่ Munich แต่การล้างแค้นเอาคืนเกิดไปทั่ว และดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด
ก็ได้แต่หวังและภาวนาถึงสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกในเร็ววัน
แม้จะมีความหวังน้อย แต่ก็ต้องเรียกร้องกันต่อไปครับสำหรับสันติภาพ
ต้องให้อภัยและมอบความรักต่อกันเท่านั้น สันติภาพถึงจะเกิดขึ้นได้
เริ่มจากตัวเรา หมั่นให้อภัย โดยเฉพาะให้อภัยตัวเราเอง 

ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมทุกข์กันทั้งนั้น จะเช่นฆ่ากันไปไย เดี๋ยวก็ตายจากกันแล้ว

มีความสุขทุกคนครับ

ปล. เอา Quotes มาฝาก
Ephraim: You think you were the only team? It's a big operation, you were only a part. Does that assuage your guilt?
Avner: Did we accomplish anything at all? Every man we killed has been replaced by worse.
Ephraim: Why cut my finger nails? They'll grow back.
Avner: Did we kill to replace the terrorist leadership or the Palestinian leadership? You tell me what we've done!
Ephraim: You killed them for the sake of a country you now choose to abandon. The country your mother and father built, that you were born into. You killed them for Munich, for the future, for peace.
Avner: There's no peace at the end of this no matter what you believe. You know this is true.

In My Father's Den


Drama ระดับเจ้าป้าจาก New Zealand 


กำกับ : Brad McGann
เขียนบท : Maurice Gee (novel), Brad McGann (screenplay)
นำแสดง : Matthew Macfadyen, Miranda Otto, Emily Barclay 
ความยาว : 127 นาที
ระดับความชอบ : 9/10

เรื่องเริ่มต้นเมื่อ Paul กลับมาบ้านเกิดที่ New Zealand หลังจากออกจากบ้านไปใช้ชีวิตตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น จนสุดท้ายเป็นนักข่าวสงครามที่มีชื่อเสียง
เมื่อมาถึงบ้านน้องชาย ทุกคนไม่คิดว่าเขาจะมา เพราะเขาหายไปร่วมยี่สิบปี

แล้วเรื่องราวต่างๆ ก็เริ่มทะยอยเล่าออกมาแบบไม่เรียงลำดับเวลา แต่เข้าใจได้ไม่ยาก 

ภาพบรรยากาศในเรื่องสวยงามมาก เป็นชุมชนเชิงเขาที่น่ารัก ขับมอเตอร์ไซด์ข้ามลำน้ำ ดูแล้วน่าอยู่ มีสวนดอกไม้ในหลายฉากสวยงามมาก 
เพลงประกอบก็ถูกที่ถูกเวลา ชอบในหลายเพลง

ในส่วนเนื้อเรื่องต้องบอกว่าแรงมาก แต่ผู้กำกับก็ควบคุมให้อยู่ในโทนที่น่าชม ไม่บีบคั้นใดๆ เก่งทีเดียว

เรื่องราวในห้องเล็กของพ่อเรื่องนี้มีปมอยู่ในช่วงตอนท้าย โดยปูเรื่องมาได้อย่างแนบเนียน เล่นเอาเดาผิดไปเลย 
ดูจบต้องบอกว่า Drama ระดับเจ้าป้า Pedro Almodóvar นั่นเลยทีเดียว

ครอบครัวนี้มีลูกชาย 2 คน คนโตสนิทกับพ่อที่ไม่เคร่งศาสนา ส่วนคนน้องสนิทกับแม่ที่เคร่งศาสนามาก 
พ่อกับ Paul ลูกชายคนโตมักมีโลกส่วนตัวกันในห้องเล็กที่เต็มไปด้วยหนังสือ พ่อมักอ่านหนังสือให้ลูกชายฟัง หล่อหลอมจนเขาเป็นนักเขียน
แล้วจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อลูกชายคนโตพาแฟนสาวมาในห้องเล็กห้องนี้ กำลังจูจี๋กัน พ่อก็เข้ามาเห็นพอดี
จุดแตกหักก็รุนแรงจนยากที่ Paul จะทนได้ เขาเลยออกจากบ้านไปในตอนอายุ 16 ปี
หนังค่อยๆ เฉลยปมอย่างมีชั้นเชิง สุดยอดครับ

หนังเรื่องนี้และของเจ้าป้าเป็นประเภทเอาไว้ดูแต่ห้ามทำตาม เพราะจะมีผลร้ายตามมา หากเรายอมแพ้กิเลสแล้วทำตามในสิ่งที่มันสร้างขึ้นมายั่วยุเรา ผลลัพธ์ก็จะเป็นเหมือนในหนัง ซึ่งหนักมาก รับได้ยาก

แม้หนังจะแรงแต่มีข้อคิดสอนใจมากมายทีเดียว

มีความสุขทุกคนครับ

วันอาทิตย์ที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖

ลำดับความชอบของภาพยนตร์ที่ผมได้ชมในปี 2555

เป็นปีที่ชมภาพยนตร์เยอะมาก และส่วนใหญ่ได้ดูในโรงภาพยนตร์ เป็นความสุขอย่างหนึ่งของชีวิตกรุงเทพฯ 
ลงให้ชมนะครับสำหรับ 72 เรื่องที่ได้ชมและเขียนถึง ตรงใจกันบ้างหรือเปล่าครับ?

ลำดับที่วันลง Blogชื่อเรื่องคะแนน
121/7/2012The Dark Knight Rises
10
25/2/2012A Separation
9.75
37/3/2012The Artist
9.75
428/12/2012Life of Pi
9.5
55/12/2012Now Is Good
9.5
622/9/2012Intouchables
9.5
74/9/2012Invictus
9.5
812/7/2012To Kill a Mockingbird
9.5
930/3/2012Still Walking
9.5
1027/2/2012Moneyball
9.5
1127/2/2012The Descendants
9.5
122/6/2012It's a Wonderful Life
9.5
1327/11/2012Summer Wars
9.25
1411/11/2012The Prestige 
9.25
1527/9/2012Gran Torino
9.25
1616/12/2012เถียนมีมี่ 3650 วัน ฉันรักเธอ
9
171/12/2012Seven Samurai (1954)
9
189/10/2012Amadeus
9
1918/8/2012A Simple Life
9
207/8/2012Changeling
9
2120/7/2012The Illusionist
9
2226/5/2012The Return
9
2321/5/2012Always : Sunset on the third street 3
9
2412/4/2012Millennium Actress
9
2511/3/2012Beginners
9
265/3/2012The girl who leapt through the time
9
2719/1/2012Midnight in Paris
9
2819/1/2012เรื่องตลก 69
9
2914/1/2012ศพไม่เงียบ
9
3011/11/2012The Perks of Being a Wallflower
8.75
3127/8/2012Almost Famous
8.75
3227/1/2012กังฟูแพนด้า 2
8.75
3321/11/2012Argo
8.5
3412/9/2012
8.5
3511/9/2012United
8.5
3615/7/2012Red Dog
8.5
3726/6/2012Moonrise Kingdom
8.5
3823/5/2012Paprika
8.5
3917/5/2012Warrior
8.5
401/5/2012Home ความรัก ความสุข ความทรงจำ
8.5
416/4/2012I Wish
8.5
4214/3/2012Puss in Boots
8.5
4318/2/2012After Life
8.5
4414/2/2012April Story
8.5
4524/1/2012Tinker Tailor Soldier Spy
8.5
4620/1/2012เขาชื่อกานต์
8.5
4714/1/2012Sherlock Holmes : A Game of Shadows
8.5
489/1/2012Jiro Dreams of Sushi
8.5
495/6/2012The Triplets of Belleville
8.5
5025/11/2012Wolf Children
8.25
5122/9/2012ปาดังเบซาร์
8.25
526/7/2012Detachment
8.25
537/3/2012Hugo
8.25
5415/2/2012Rango
8.25
557/1/2012The Adventures of Tintin
8.25
566/1/2012How Do You Know
8.25
5712/12/2012The Master
8
5815/8/2012รัก 7 ปี ดี 7 หน
8
5930/6/2012Madagascar 3 : Europe's Most Wanted
8
6021/6/2012สถานี 4 ภาค
8
6117/6/2012I Miss You รักฉันอย่าคิดถึงฉัน
8
629/5/2012From Up On Poppy Hill
8
6317/4/2012The Skin I Live In
8
648/4/2012The Hangover
8
6516/3/2012ไม่ได้ขอให้มารัก
8
667/3/2012The Tree of Life
8
6727/12/2012นมัสเตอินเดีย ส่งเกรียนไปเรียนพุทธ
7.75
6815/12/2012Cloud Atlas
7.75
6915/1/2012Hi-So
7.75
707/11/2012ยักษ์
7.5
7128/10/2012You're my pet
7.5
7228/7/2012Big Miracle
7.5

Silver Linings Playbook


โรคร้ายหายได้ด้วยความรัก


กำกับ : David O. Russell
เขียนบท : David O. Russell (screenplay), Matthew Quick (novel)
นำแสดง : Bradley Cooper, Jennifer Lawrence, Robert De Niro, Jacki Weaver
ความยาว : 122 นาที
ระดับความชอบ : 9.75/10

เคยได้ยินเวลาถามคนบ้าว่า "คุณบ้าหรือเปล่า?" แล้วได้รับคำตอบว่า "ไม่บ้า" ไหมครับ?
นั่นคือคนที่ป่วยมักจะไม่รู้ตัวเองว่าเป็นโรคทางจิต จนเจอจุดเปลี่ยนแรงๆ ถึงจะคิดขึ้นได้และกลับเป็นปกติ

พระเอกเป็นโรคไบโพลาร์ เป็นโรคทางจิตชนิดหนึ่ง ผมนึกเอาเองว่าสมัยก่อนคงเรียกง่ายๆ ว่าคนบ้านั่นแหละครับ 
เพียงแต่ไม่บ้าตลอดเวลา จะบ้าตอนที่เจอเหตุการณ์ สิ่งของ หรือสภาวะที่เรียกความทรงจำแห่งความเจ็บปวดนั้นมา

พระเอกเป็นโรคนี้เพราะกลับมาบ้านแล้วเจอภรรยาอาบน้ำกับชายชู้ในอ่างอาบน้ำ ในเวลานั้นเปิดเพลงแต่งงานอยู่
คุณคิดว่าชายใดจะทนได้?
หนุ่มฟิลาเดลเฟียคนนี้ก็เช่นกัน อัดชายคนนั้นเสียไม่ยั้ง สุดท้ายโดนจับ แถมเป็นโรคไบโพลาร์แถมมาอีก 
เมื่อไหร่ได้ยินเพลงแต่งงานเพลงนี้ ได้เรื่อง สัญญาในหัวมาทันที บ้าฉับพลัน

พระเอกโดนบำบัดในโรงพยาบาลอยู่แปดเดือนตามคำสั่งศาล หลังจากนั้นคุณแม่ไปประกันตัวออกมา
คุณพ่อพระเอกชอบเล่นพนันบอล (อเมริกันฟุตบอล) กับเพื่อน พ่ออยากให้ลูกชายนั่งเชียร์ที่บ้านเพราะเชื่อว่าเป็นตัวนำโชคให้ทีมฟิลาเดลเฟีย อีเกิ้ล ชนะ
แต่ลึกๆ อยากสร้างความสัมพันธ์กับลูกชาย หนังเอาประเด็นนี้มาแบบทีเล่นทีจริงจนไม่แน่ใจว่าคุณพ่อคิดยังไงกันแน่ แต่ผมก็ชอบที่ทำออกมาแบบนี้นะ ได้คิดต่อ

นางเอกเพิ่งสูญเสียคนรักมา แล้วเธอก็มีความเหงาจนกลายเป็นหญิงเริงเมือง
แต่เธอก็มาเจอพระเอกที่บ้าพอกัน ฉากสนทนาของคนคู่นี้ตลกมากๆ หัวเราะได้ตลอดเลย สุดยอดครับ
แล้วทั้งคู่ก็เป็นแสงเงินแสงทองของชีวิต (Silver Linings) ให้กันและกัน ประเด็นนี้สุดยอดครับ
นางเอกต้องแสดงให้พระเอกเห็นว่าที่แท้คุณน่ะบ้า ทั้งหมดนี้ต้องแสดงด้วยความรักล้วนๆ ครับ
หากไม่เจอกันและกัน ทั้งสองคงยากที่จะหายจากโรคที่เป็นอยู่

ไม่ง่ายนะครับที่จะรักษาให้หายจากโรคนี้ คนเป็นพ่อแม่ต้องเต็มที่ และถ้าโชคดีได้จุดเปลี่ยนที่สะท้อนแรงๆ อย่างตรงจุดก็หาย เพราะไม่ได้บ้า 100% ยังเหลือที่ดีอีกตั้งครึ่ง

ถ้าหนังเรื่องนี้ทำผมร้องไห้ จะให้คะแนน 10 ไปเลยครับ แต่ก็เกือบร้องไห้ในหลายฉาก หนังเดินเร็วจนร้องไห้ไม่ทัน (ฮา) 
บทสนทนาเป็นส่วนที่แข็งแรงมาก หัวเราะในหลายฉากโดยเฉพาะตอนที่พูดว่า White Lie

ส่วนอื่นในเรื่องเป็นรายละเอียดที่เสริมไม่ว่าจะเป็นอเมริกันฟุตบอล การวิ่ง การแข่งขันเต้นรำ เพลงประกอบ ล้วนมาได้ถูกที่ถูกเวลา มีจังหวะจะโคน ลงตัวมากครับ 
ไม่มีส่วนใดทำให้รู้สึกแปลกแยกและคิดในทำนองที่ว่าน่าจะทำแบบอื่นดีกว่าไหม?

เป็นหนังออสการ์ประจำใจผมในปีนี้เลยครับ

ความรักเท่านั้นที่จะรักษาโรคได้ ไม่ว่าโรคนั้นจะหนักหนาสาหัสอย่างไร
ความรักทำให้เราไม่ทำร้ายใคร ทำให้ไม่มีสงคราม
ความรักยิ่งใหญ่แบบไม่หวังผลตอบแทน Unconditional Love รักคนอื่นมากกว่าตัวเอง นำไปสู่นิพพานได้
สรรพคุณของความรักมีขนาดนี้
วันนี้คุณมอบความรักให้ใครหรือยังครับ?

มีความสุขทุกคนครับ 

วันเสาร์ที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕

36

ฟิล์ม 1 ม้วนมี 36 รูป


กำกับ/เขียนบท : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์   
นำแสดง : กรมิษฐ์ วัชรเสถียร, วัลลภ รุ่งจำกัด, ณฐพล บุญประกอบ
ระดับความชอบ : 8.5/10

เต๋อ นวพล เป็นมือเขียนบทที่ดีคนหนึ่งในยุคนี้ สัมผัสงานของเขาครั้งแรกเป็นบทความใน a day ที่ทำให้ผมต้องจดชื่อเรื่อง The Illustionist เพื่อหามาชม
เมื่อได้ยินว่าเขาทำหนังสั้น จึงอยากชมมาก
ได้ชมเอาในวันสุดท้ายของโปรแกรม

เป็นเรื่องของคนหาสถานที่ถ่ายหนังและอาร์ท ไดเร็คเตอร์ที่มาทำงานร่วมกัน หลากหลายบทสนทนา ที่นำมาสู่เรื่องหลักคือการถ่ายรูปที่ปัจจุบันถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล ทำให้นิสัยในการถ่ายรูปเปลี่ยนไป นางเอกถ่ายรูปเยอะแล้วก็เอาไปเก็บไว้ใน Harddisk แยกเก็บเป็นปีๆ 
แต่ก็จำไม่ได้หรอกว่าถ่ายอะไรไปบ้าง
บทสนทนาตอนนี้น่ารัก "คิดนานๆ แสดงว่าจำไม่ได้" พระเอกยั่วนางเอก

ผิดกับเมื่อถ่ายกล้องฟิล์ม 1 ม้วนมีเพียง 36 รูป ดังนั้นต้องตั้งใจ คิดแล้วคิดอีกกว่าจะถ่าย เมื่อถ่ายแล้วก็ต้องลุ้นว่ารูปที่ล้างจะออกมาสวยไหม? ต้องเลือกร้านอัดรูปที่โทนสีออมาถูกใจเรา
แต่กล้องฟิล์มมักจะดี ถ่ายทีไรชัดทุกที กล้องดิจิตอลถ่ายแล้วเบลอบ่อยครั้งเลย

หนังเอาเลข 1-36 มาเรียงร้อยเรื่องราว
ภาพโจทย์ Harddisk พัง เพื่อนช่วยซ่อม เรื่องเล่าของเขา รูปถ่ายของเด็กหญิง
ผมว่าทำได้ลงตัวทีเดียว
เพลงประกอบอาจจะดูแยกๆ แปลกๆ แต่ก็พอรับได้
นั่งลุ้นเหมือนกันนะว่าจะจบอย่างไร

นับว่าเป็นหนังสั้นที่ประทับใจเรื่องหนึ่ง บทพูดดี ได้ยิ้มในหลายตอนเลยทีเดียว


อยากดูอีกครับคุณเต๋อ ทำอีกนะ


มีความสุขทุกคนครับ
ฟิล์ม 1 ม้วนมี 36 รูป
กำกับ/เขียนบท : นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์   
นำแสดง : กรมิษฐ์ วัชรเสถียร, วัลลภ รุ่งจำกัด, ณฐพล บุญประกอบ
ระดับความชอบ : 8.5/10
เต๋อ นวพล เป็นมือเขียนบทที่ดีคนหนึ่งในยุคนี้ สัมผัสงานของเขาครั้งแรกเป็นบทความใน a day ที่ทำให้ผมต้องจดชื่อเรื่อง The Illustionist เพื่อหามาชม
เมื่อได้ยินว่าเขาทำหนังสั้น จึงอยากชมมาก
ได้ชมเอาในวันสุดท้ายของโปรแกรม
เป็นเรื่องของคนหาสถานที่ถ่ายหนังและอาร์ท ไดเร็คเตอร์ที่มาทำงานร่วมกัน หลากหลายบทสนทนา ที่นำมาสู่เรื่องหลักคือการถ่ายรูปที่ปัจจุบันถ่ายด้วยกล้องดิจิตอล ทำให้นิสัยในการถ่ายรูปเปลี่ยนไป นางเอกถ่ายรูปเยอะแล้วก็เอาไปเก็บไว้ใน Harddisk แยกเก็บเป็นปีๆ 
แต่ก็จำไม่ได้หรอกว่าถ่ายอะไรไปบ้าง
บทสนทนาตอนนี้น่ารัก "คิดนานๆ แสดงว่าจำไม่ได้" พระเอกยั่วนางเอก
ผิดกับเมื่อถ่ายกล้องฟิล์ม 1 ม้วนมีเพียง 36 รูป ดังนั้นต้องตั้งใจ คิดแล้วคิดอีกกว่าจะถ่าย เมื่อถ่ายแล้วก็ต้องลุ้นว่ารูปที่ล้างจะออกมาสวยไหม? ต้องเลือกร้านอัดรูปที่โทนสีออมาถูกใจเรา
แต่กล้องฟิล์มมักจะดี ถ่ายทีไรชัดทุกที กล้องดิจิตอลถ่ายแล้วเบลอบ่อยครั้งเลย
หนังเอาเลข 1-36 มาเรียงร้อยเรื่องราว
ภาพโจทย์ Harddisk พัง เพื่อนช่วยซ่อม เรื่องเล่าของเขา รูปถ่ายของเด็กหญิง
ผมว่าทำได้ลงตัวทีเดียว
เพลงประกอบอาจจะดูแยกๆ แปลกๆ แต่ก็พอรับได้
นั่งลุ้นเหมือนกันนะว่าจะจบอย่างไร
นับว่าเป็นหนังสั้นที่ประทับใจเรื่องหนึ่ง บทพูดดี ได้ยิ้มในหลายตอนเลยทีเดียว
อยากดูอีกครับคุณเต๋อ ทำอีกนะ
มีความสุขทุกคนครับ

วันศุกร์ที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕

Jiro Dreams of Sushi

งาน ความรัก ความเพียร




กำกับ : David Gelb
นำแสดง : Jiro Ono, Sukiyabashi Ono
ความยาว : 81 นาที
ระดับความชอบ : 8.5/10

เป็นหนังสารคดีเกี่ยวกับร้านซูชิ ที่ Tokyo subway station ประเทศญี่ปุ่น
คนทำซูชิอายุ 85 ปีแล้วแต่ยังนอนฝันถึงเมนูใหม่ๆ ของซูชิ จนต้องตื่นมาจดตอนกลางดึกบ่อยครั้ง
ชีวิตเขาทำงานหนักเพื่อซูชิและลูกค้ามาตลอด
ในหนังมีเรื่องตลกว่า วันหนึ่งตอนลูกยังเล็ก Jiro กลับมาบ้านตอนกลางวัน ลูกวิ่งไปบอกแม่ว่าใครก็ไม่รู้มานอนที่บ้านเรา เพราะ Jiro ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าและกลับมาลูกๆ ก็หลับแล้ว เขาตั้งใจทำงานมาก

นอกจากราคาแพงระดับสามหมื่นเยนและต้องจองนานเป็นเดือน สิ่งที่เป็นเครื่องรับประกันความอร่อยคือได้รับคัดเลือกจาก Michelin Review ที่ได้ระดับ 3 ดาว ที่หมายความว่าเป็นร้านที่คุ้มค่าในการเดินทางไปทานไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดของโลก
หนังมาเฉลยตอนหลังว่าตอนคณะของ Michelin มาทาน คนที่ทำซูชิให้ทานเป็นลูกชายของ Jiro ไม่ใช่ตัวเขา แสดงว่าแค่ลูกก็ผ่านมาตรฐานแล้ว ร้านนี้ยังน่าจะมีอยู่ต่อไปอีกรุ่นเป็นอย่างน้อย

ตัวละครหลักๆ นอกจากคุณ Jiro แล้วก็จะมีลูกชายคนโตที่จะรับช่วงร้านนี้ต่อ
ลูกชายคนน้องที่ไปเปิดร้านใหม่ เพราะร้านเดิมของพ่อจะต้องเป็นของพี่ชาย
พ่อครัวคนที่เคยทำงานในร้านซูชิ
นักชิมชาวญี่ปุ่น ที่เปรียบลำดับการเสิร์ฟซูชิของคุณปู่ Jiro เป็นเหมือนการแสดงดนตรี 3 ช่วง เห็นแต่ละเมนูแล้วน่าทานจริงๆ ครับ ปั้นเสร็จคนปั้นจะยืนประจันหน้ากับคนกิน เล่นเอาหลายคนเกร็งเมื่อมาทานร้านนี้
เด็กในร้านที่ต้องฝึกอย่างหนัก ชอบฉากทอดไข่หวาน กว่าจะผ่านได้ ต้องฝึกกันเนิ่นนาน เมื่อผ่านแล้วเล่นเอาผู้ถูกฝึกน้ำตายไหล
คนเลือกปลาที่ค้าขายกับ Jiro มานานและเป็นยอดฝีมือที่เขาเลือกไว้เป็นพันธมิตร
คนขายข้าวสารที่ไม่ยอมขายใครนอกจาก Jiro เขาบอกคนจะซื้อว่าคุณจะซื้อไปทำไม ในเมื่อคุณหุงไม่เป็น Jiro เท่านั้นที่หุงข้าวสารนี้เป็น
และมีอีกหลายคนที่เข้ามาเล่าเรื่องชีวิตของ Jiro Ono

แม้ร้านนี้จะใช้ปลาเป็นวัตถุดิบหลัก แต่ Jiro ก็อยากให้ผู้เกี่ยวข้องดูแลการจับปลา อย่าให้จับปลาตัวเล็กมา เพราะระยะยาวหากปลาลดจำนวนลง ซูชิก็อยู่ไม่ได้ เราทั้งหลายพึ่งพากันครับ

ชอบอีกประเด็นที่เขาบอกว่าลำพังเขาไม่สามารถทำให้ร้านประสบความสำเร็จได้ แต่ต้องมีทีมงานครบถึงจะไปได้
ดังรูปนี้ครับ



ชอบจริงๆ เลย ฉากนี้

นับว่าเป็นสารคดีที่ได้แง่คิดเป็นอย่างมาก
คำว่า "รู้อะไรรู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล" แสดงให้เห็นชัดในเรื่องนี้
จะมีวันนี้ไม่ได้หากขาดความรักในงานที่ทำ
ถ้าไม่รักก็คงลำบากที่จะเป็นตำนานได้เหมือนร้านนี้ เพราะต้องอยู่กับมันทั้งวัน เป็นเวลาเนิ่นนาน

ทำซ้ำๆ ทำบ่อยๆ แล้วจะเกิดความเคยชิน และสักวันมองออกแล้วก็เกิดปัญญาสร้างแนวทางของตัวเองออกมาได้
ช่างเหมือนการปฏิบัติธรรมเสียนี่กระไร
การทำงานคือการปฏิบัติธรรม ท่านพุทธทาสเคยสอนไว้
Jiro Ono น่าจะบรรลุธรรมจากการปั้นซูชินี่เอง

หนังเรื่องนี้น่าจะเหมาะกับคนที่บ่นเรื่องงานที่ทำ
ตอนเปิดเรื่องก็ถามถึงงานที่คุณทำ ว่าคุณรักงานที่คุณทำไหม?
ไม่รู้คุณ Jiro รักงานที่ทำตั้งแต่แรกหรือเปล่า แต่ความมุ่งมั่น ตั้งใจ และสม่ำเสมอ ทำให้เขามาถึงจุดนี้ได้
ความเพียรเท่านั้นที่จะช่วยเราก้าวข้ามความทุกข์ไปได้

มีความสุขทุกคนครับ

วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๔

The Cove

อย่าด่วนตัดสิน



กำกับ : Louie Psihoyos
เขียนบท : Mark Monroe
นำแสดง : Richard O'Barry, Louie Psihoyos, Hardy Jones
ความยาว : 92 นาที
ระดับความชอบ : 7/10

เพิ่งได้ชม ได้แผ่นมาจากเพื่อนในที่ทำงาน เขาบอกว่าได้รางวัลออสการ์ประเภทสารคดี

ในแง่ตัวหนัง ทำได้ตื่นเต้น ลุ้น เป็นหนังสารคดีที่สนุกมาก การเลือกคนมาปฏิบัติการก็สนุก เหมือนหนัง Team ปฏิบัติการต่างๆ

ส่วนเนื้อเรื่องผมค่อนข้างต่อต้านตั้งแต่แรก
โดยส่วนตัวเป็นคนที่ชื่นชอบชนชาติญี่ปุ่น ในทางกลับกันก็ไม่ชอบอเมริกัน
ไม่ชอบการตัดสินคนอื่น ซึ่งหนังเรื่องนี้ทำตัวเป็นศาลเตี้ยมากๆ เลย
ถ้าให้เจ๋งจริง ต้องทำความเข้าใจชาวไทจิให้ได้ว่า ทำไมเขาถึงต้องฆ่าปลาโลมา ที่เขาบอกไว้ในบางตอน จริงไหม?
ทำให้ชาวไทจิยอมรับ เห็นว่าไม่ดีจริงๆ สารปรอทสูงจริงๆ แล้วเขายอมลดการล่าลงมาอย่างเต็มใจ
Win-Win Concept น่ะครับ อเมริกันคิดมามิใช่หรือ?

จริงๆ แล้วผมว่าคนญี่ปุ่นเท่าที่ผมรู้เป็นคนเคร่งศาสนา ผมเชื่อว่าเขารู้ว่าสิ่งที่ทำน่ะบาป แต่ต้องมีเหตุผลของเขาเพื่อมารองรับการกระทำนี้ ซึ่งน่าสนใจ อยากได้ยิน

จะว่าไปอเมริกันเสียอีกที่ทำลายล้างโลกอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ลงนามลด CO2 จนป่านนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าลงนามหรือยัง?
อดีตรองประธานาธิบดีมาเรียกร้องให้รักโลกก็หาว่าเขา Fake

อ่านเจอใน Blog หนึ่งบอกว่า Ric O'Barry คนที่เป็นหัวหน้าของปฏิบัติการเคยเป็นคนฝึกปลาโลมาจนโด่งดังทำเป็นหนัง The Flipper จนปลาโลมาได้รับความนิยมไปทั่วโลก
แล้วเขาก็ต้องอึ้งเมื่อปลาโลมาตัวหนึ่งกลั้นหายใจตายเพราะทนกับการอยู่ในบ่อแคบๆ ไม่ได้
มันรักอิสระ
แต่ตอนนั้นความต้องการปลาโลมามีทั่วโลกแล้ว เมื่อมีอุปสงค์ก็ต้องมีอุปทาน ไทจิมีปลาโลมา ก็จับไปขายสิครับ หรืออเมริกันจะไม่ทำอย่างนั้น ถ้ามีทรัพยากร
เริ่มต้นไว้เองนะครับ
ชอบที่คุณ Ric O'Barry กลับตัวกลับใจ และขอชื่นชม เพราะคุณโนเบลก็เปลี่ยนตัวเองจากนักค้าอาวุธสงคราม มาให้รางวัลต่อคนทำดีต่อโลก เพราะเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำ เป็นโทษ
แต่ไม่ใช่มาอนุรักษ์ด้วยการพิพากษาคนอื่น

ถอยมาให้เห็น พิจารณา แล้วเลือกทางที่ถูก เท่านี้ก็น่าชื่นชมแล้ว
แต่อย่าแทรกแซง ตัดสินคนอื่นเลยครับ มันไม่ดี
เพราะการทำอย่างนั้นรังแต่จะเกิดการทะเลาะและเกิดการไม่ยอมรับกันเปล่าๆ
โลกเราร้อนพอแล้ว อย่าทำให้ใจร้อนอีกเลยครับ

ลองดูหนังเรื่องนี้นะครับ แล้วดูว่าคุณคิดอย่างไร หนังสนุกมากครับ

มีความสุขทุกคนครับ

ปล. มี Web site ที่บอกไว้ในหนัง ลองเข้าชมดูครับ TakePart.com/TheCove

วันอาทิตย์ที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

พุ่มพวง

แด่ราชินีเพลงลูกทุ่งตลอดกา​ล



กำกับ : บัณฑิต ทองดี
นำแสดง : เปาวลี พรพิมล, ณัฐวุฒิ สกิดใจ, บุญโทน คนหนุ่ม
ระดับความชอบ : 9.5/10

ผมโตมากับเพลงของพุ่มพวง ดวงจันทร์
สมัยผมเด็กๆ เธอดังมาก เพลงเธอไพเราะมากๆ
แต่เธอก็จากไปด้วยอายุเพียง​ 31 ปี
แล้วโรคที่เธอเป็นก็เรียกว่​า โรคพุ่มพวง

เคยรู้มาก่อนแล้วว่าเธออ่าน​หนังสือไม่ได้ ต้องใช้การอ่านให้เธอฟังเพื​่อจำเอา ในหนังบอกว่าเพียงรอบเดียวเ​ธอก็จำได้
เนื้อเสียงของเธอใครได้ยินต​้องอึ้ง เสียงใส ไพเราะมาก

อ่านเจอประวัตินางเอก เป็นคนสุพรรณบุรีเช่นเดียวก​ับแม่ผึ้ง
ร้องเพลงลูกทุ่งประกวดกวาดม​าทุกเวทีแล้ว
เล่นหนังเรื่องแรก ร้องเพลงเองเลย ทำได้ดี สอบผ่านครับ
ดาราคนอื่นก็เล่นดีทุกคน

ชอบพ่อไวพจน์ในเรื่องการให้​อภัยคือหัวใจของวงการเพลงลู​กทุ่ง คนบ้านนอกก็แบบนี้แหละครับ ไม่เกลียดกันไปตลอดหรอก อภัยกันไปก็จบ
แล้วพุ่มพวงก็ให้อภัยที่ยิ่​งใหญ่มาก

ได้เห็นประวัติของราชินีเพล​งลูกทุ่ง
เห็นความมุ่งมั่น สู้ไม่ถอย จนเถ้าแก่ต้องยอมแพ้ใจของเธ​อ

ประเด็นรักของแม่และการหยอก​ล้อของผึ้งกับแม่ก็ชัดเจน ไม่ว่าเกิดอะไร รักของแม่ยิ่งใหญ่เสมอ

ชอบบทพูดของพุ่มพวงหลายตอน แสดงถึงความจริงใจของคนบ้าน​นอกได้ดี เรียกเสียงหัวเราะให้ผู้ชมไ​ด้เป็นระยะๆ

เพลงประกอบหายห่วง ไพเราะตั้งแต่แก้วรอพี่ เพลงแรกของเธอเลยทีเดียว

ใครยังลังเล กรุณาไปดูครับ รับรองคุณต้องชอบ
ยิ่งพาคุณพ่อคุณแม่ไปชม ท่านชอบแน่นอนค​รับ

ต่อไปนี้ Spoil ครับ ข้ามไปก็ได้ครับ
น้ำตาไม่ไหล จนท้ายเรื่องกลั้นไม่อยู่เล​ยทีเดียวเมื่อได้เห็นหน้าพุ​่มพวง ดวงจันทร์ อีกครั้ง
คิดถึงเธอครับ เห็นลีลาบนเวที รอยยิ้ม ไม่ไหวแล้ว
คุณป้านั่งข้างหลังพูดภาษาใ​ต้กับเพื่อนเธอตอนเดินออกจา​กโรงฯ ว่า "เดี๋ยวมาดูอีก สงสารมัน" ไอ้เราก็เดินปาดน้ำตา นึกตำหนิผู้กำกับที่มาเรียก​น้ำตาตอนท้าย น่าจะก่อนนี้ซักนิด น้ำตาจะได้แห้งเสียหน่อย

หนึ่งความฝันของคนๆ หนึ่ง นำมาสู่ความสุข ความทรงจำของคนทั้งประเทศ
ขอคารวะดวงวิญญานของแม่ผึ้ง
หากมีบุญกุศลใดที่ผมได้ทำ ขออุทิศให้แม่ฯ
ขอบคุณสำหรับบทเพลงที่หล่อเ​ลี้ยงผมมาจนโตครับ

หนังเรื่องนี้ ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงค​รับ!

วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

Suck Seed ห่วยขั้นเทพ

ความฝัน ความรัก ดนตรีและเพื่อน



กำกับ : ชยนพ บุญประกอบ
นำแสดง :
จิรายุ ละอองมณี (เก้า) รับบทเป็น เป็ด
พชร จิราธิวัฒน์ (พีช) รับบทเป็น คุ้ง / เค
ณัฐชา นวลแจ่ม (แนท) รับบทเป็น เอิญ
ธวัช พรรัตนประเสริฐ (เอิร์ธ) รับบทเป็น เอ็กซ์
ระดับความชอบ : 9/10

ตอนแรกที่อ่านบทสัมภาษณ์ในนิตยสารสีสัน ไม่ค่อยอยากดูเท่าไหร่เพราะผู้กำกับพูดถึงหนังว่าเป็นเรื่องการตั้งวงดนตรีซึ่งไม่มีความทรงจำในเรื่องนี้เท่าไหร่ เพราะไม่ได้เล่นดนตรี แต่ลืมไปว่าหูฟังเสียบที่หูมาตั้งแต่จำความได้ ผมชอบฟังเพลงครับ

มาอ่านเจอใน a day ที่สัมภาษณ์น้องแนท ก็ทำให้น่าสนใจขึ้นมาหน่อย เพราะเธอคือลูกสาวของกีตาร์คิง แหลม มอริสัน

จนน้องที่ทำงานบอกว่าชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า กวน มึน โฮ ที่ผมเพิ่งได้ดูและชอบ เลยเพิ่มความอยากพิสูจน์ขึ้นมาอีก

สุดท้ายชื่อพี่เก้ง จิระ มะลิกุล ผู้กำกับในดวงใจเป็นคนโยงใยอยู่เบื้องหลังหนังเรื่องนี้ ทำให้ตัดสินใจไปชม

แล้วก็ไม่ผิดหวัง

หนังปูพื้นตัวละครอย่างแนบเนียน ทำไมพระเอกจึงชอบฟังเพลง และมุกเหมือนมีศิลปินมาร้องเพลงข้างๆ เมื่อฟังเพลงจึงโดนใจมาก หัวเราะทันทีเมื่อเห็นป๊อด โมเดิร์นด็อก มาขับกล่อมเพลง ”ก่อน” ในห้องนอนของพระเอก
มุกนี้ก็ใช้มาเป็นระยะๆ ก็ชอบตลอดนะ

พัฒนาการของเครื่องฟังเพลงก็แสดงเวลาได้ง่ายดี จากซาวเบ้าท์ มาเป็น Walkman แล้วก็ iPod หลายครั้งใช้เพลงสื่อแทนคำพูด

หนังใช้แนวเดินเรื่องไว ตัดฉึบฉับ แนวนี้ชอบเป็นการส่วนตัวครับ ผู้กำกับที่ชอบทำภาพแบบนี้คือ Guy Ritchie, Danny Boyle และ David Fincher

ชอบมุกซื้อเบียร์ขอหลอดด้วยที่สุดเลย ฮาสุดๆ นี่ถ้ามีมุกชนแก้วแล้วเจ็บนิ้วจะครบสูตรเลยครับ

ส่วนฉากหวานๆ ของเป็ดและเอิญก็กำลังดี ไม่เลี่ยน
ฉากเลือกเพื่อนก็แมนดี
ฉากร่ำลากันตอนจบก็เป็นธรรมชาติดี

ฉากง้อเพื่อนของเป็ดในตอนท้ายก็ได้ใจจนน้ำตาซึม
เพื่อน คำนี้มีความหมายมากเหลือเกิน

เพลงประกอบน่าจะเอามารวมเป็นอัลบั้มและขายได้นะครับ เพลงเพราะมาก

โดยส่วนตัวชอบหนังที่เอาความฝันมาใช้งาน ฉากไปดูเวทีประกวดรอบสุดท้าย ชอบมาก เหมือนเด็กญี่ปุ่นทุกคนอยากไปโคชิเอ็งยังไงอย่างงั้น

หนังดีเกินคาด ได้หัวเราะ อิ่มเอมกับเพลง และหอมกลิ่นความฝัน

ไม่มีฝัน ชีวิตก็ไร้ค่า

มีความสุขทุกคนครับ

วันเสาร์ที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

ขอบคุณที่รักกัน

ใครกันนะจะดูแลเราตลอดไป



กำกับ : พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว (ลองของ - 2005), พีระศักดิ์ ศักดิ์ศิริ (โหมโรง - 2004) และ สยมภู มุกดีพร้อม (สตรีเหล็ก 2 - 2003)
นำแสดง : ปั๊บ โปเตโต้, สายป่าน อภิญญา, สมชาย ศักดิกุล, ลลิตา ศศิประภา, ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, ไพบูลเกียรติ เขียวแก้ว, พ่อดม ชวนชื่น, ณภัทร บรรจงจิตไพศาล
ระดับความชอบ : 9.25/10

เป็นหนังที่พี่แอมป์ ลูกสาววัย 11 ปีขออนุญาตไปดูกับเพื่อน
มาหาข้อมูลคุณพ่อเลยขอไปดูด้วย
ก็สรรพคุณโดนใจเหลือเกินคือ ลูกดูแล้วจะรักพ่อมากขึ้น 
ไม่ดูไม่ได้แล้ว

ยอมรับว่าคาดหวังกับหนังไทยเรื่องนี้
ช่วงแรกเลยได้ข้อติเพียบ บทหนังตัดไปตัดมา ออกจะงงๆ โดยเฉพาะครอบครัวของนายทหาร 

แต่พอถึงจุด Peak ที่ตั้งใจเรียกน้ำตา หนังเรื่องนี้ทำได้ดีเหลือเกินครับ 
สองในสามเรื่องทำผมน้ำตาไหล
อีกเรื่องอิ่มใจจนยกมือไหว้ตามนางเอกไปเลยในตอนท้าย

พี่อะตอมวัย 7 ขวบที่ไปดูด้วย เธอสั่งในโรงภาพยนตร์ว่า "ร้องตอนไหนบอกด้วยนะพ่อ" 
คุณพ่ออมยิ้ม แต่เธอก็ร้องตอนคุณแม่ขวัญตบหน้าลูกชายนะ เธอบอก

ส่วนคุณพ่อปลื้มใจในความเป็นพ่อที่ไม่ว่าลูกจะโตขนาดไหน ก็ยังเป็นเด็กในสายตาพ่อแม่ และท่านพร้อมจะช่วยเหลือเราเสมอ ท่านเป็นพรหมของเราโดยสมบูรณ์ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มีในพ่อแม่ของเราทุกคนครับ
ดังนั้นหากเรามีปัญหา คนที่เราพึ่งได้อยู่ที่บ้านเรานี่แหละครับ
คนเป็นพ่อและแม่ก็ทำตัวให้สมกับเป็นพรหมของลูกนะครับ พรหมวิหารสี่ยึดไว้ให้มั่นเลย
อากงในเรื่องนี้ทำให้ดูแล้วครับ


ฉาก "อั๊วะเจ๊งแล้ว" ทำได้ดีจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่
อาตี๋คงลืมไปว่าคำนี้ครั้งหนึ่งก็เคยพูด แล้วก็พ่อคนนี้แหละครับที่ช่วยคลี่คลายปัญหาไปได้
คำคมมากมายครับในตอนนี้
"คนเราต้องใส่รองเท้าที่พอดี" คนโบราณทำรองเท้าที่เหมาะกับแต่ละคน เพื่อสุขภาพของเท้า คนเราเดินลงน้ำหนักไม่เหมือนกัน
"เอ็งยังตัดรองเท้าใส่เองไม่เป็นเลย จะไปตัดรองเท้าให้คนอื่นใส่ได้อย่างไร"
"วิ่งเร็วเกินไป โดยใส่รองเท้าไม่เหมาะ จึงล้มไม่เป็นท่า"
คำของอากงแต่ละคำ สุดยอดครับ
แล้วเรื่องเห่อหลานสาว ทำไมไม่เกิดเป็นผู้ชาย ตัวซวย เครือข่ายลูกค้าที่อากงเคยมีน้ำใจกับพวกเขาล้วนเป็นกัลยาณมิตรในยามยาก 
ประเด็นเหล่านี้ใส่มาอย่างลงตัว กลมกล่อมดี
ดูแล้วรักพ่อมากครับ


ส่วนคุณแม่ก็มาในตอนสองแม่ลูก
ฉากเรียกน้ำตาคือลูกพูดสดุดีความดีของพ่อบนเวที
นักรบไร้อาวุธ คือคำที่ลูกชายเรียกพ่อของเขา เพราะคุณพ่อเป็นหมอทหารที่ต้องอยู่ในสมรภูมิ และมีน้ำใจต่อชาวบ้านสม่ำเสมอ จนเป็นที่รักของชาวบ้าน
ตอนนี้ดูยาก พี่แอมป์ถามว่าคนที่ขาขาดคือคนที่คุณพ่อวิ่งเข้าไปช่วยไหม? เป็นไปได้นะ
แล้วพ่อที่ตายไปแล้วทำไมยังมีออกมาในบางฉาก? ก็น่าคิด เป็นไปได้ว่ายังอยู่ในความทรงจำ หรือเหตุการณ์ที่คุณพ่อออกมานั้นเกิดมานานแล้ว
ไม่ชอบช่วงแรกของตอนนี้ แต่ก็มาเอาตัวรอดช่วงท้าย และจบได้สวยงาม
และที่สำคัญ เสียน้ำตา


อีกเรื่องเป็นพี่ชายที่ต้องดูแลน้องสาวที่เป็นออทิสติก และพี่ชายเป็นทุกอย่างของเธอ ฉากในป่าแสดงได้ชัดมาก
แต่น้องก็สอนพี่ชายในการรับรู้เสียงของธรรมชาติที่แสนจะสวยงาม
ศาสตราจารย์ก็สอนลูกศิษย์ได้ดี
โดยส่วนตัวผมชอบคุณสมชายแสดงนะครับ ชอบมาตั้งแต่เรื่อง 15 ค่ำเดือน 11 และแกก็ยังเล่นได้คงเส้นคงวาดี
น้องสายป่านก็เล่นดี แต่พี่ชายออกจะแข็งไปนิด


ดารารุ่นใหญ่เล่นดีหมด ไม่ว่าจะเป็นกบ ทรงสิทธิ์, หมิว ลลิตา, ปั่น, พ่อดม ชวนชื่น ชอบแกมากเลย เล่่นดี


ดนตรีก็ไพเราะ ลงตัว ชอบฉากฟังเสียงเพลงธรรมชาติ ลม น้ำ ต้นไม้ ทะเล
วิวสวยๆ น่าจะส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ด้วยนะ


พี่อะตอมถามว่าทำไมต้องมีตัวหนังสือภาษาอังกฤษที่ล่างจอด้วย บอกเธอไปว่าเอาไว้ฉายที่ต่างประเทศ ไม่รู้เป็นอย่างนั้นไหม?


ช่วงท้ายของทุกตอนเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี เรื่องที่ปูมาตอนต้นก็นำมาใช้อย่างลงตัว เรียนเย็บรองเท้า, เสื้อทหาร และที่นั่งในรถ ทำได้ดี


ตอนท้ายเรื่องน้องเป๋อยกมือไหว้พระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง ผมและลูกยกมือไหว้ตามเธอ
พระองค์เป็นพ่อของเราชาวไทยและดูแลพวกเรามาโดยตลอด


ความรักเป็นสิ่งที่ดีที่โลกนี้มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น รักของพ่อ รักของแม่ หรือรักของธรรมชาติ
"ขอบคุณที่รักกัน" คำนี้น่าจะพูดบ่อยๆ นะ
มีความสุขมากที่ได้ดูเรื่องนี้กับลูกๆ ครับ


หนังดีมาก อยากให้ไปดู
และอยากให้กลับมาพิจารณาว่า ใครกันนะจะดูแลเราตลอดไป และเราต้องดูแลใครแบบนี้บ้าง


มีความสุขทุกคนครับ


Link ที่เกี่ยวข้อง : JUNO ใครกันนะจะดูแลเราตลอดไป

วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓

The Social Network

สุดท้ายชีวิตต้องการอะไร?



กำกับ : เดวิด ฟินเชอร์
นำแสดง : เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก, แอนดรูว์ การ์ฟีลด์, จัสติน ทิมเบอร์เลค
ความยาว : 120 นาที
ระดับความชอบ : 9.25/10

เปิด ตัวในอเมริกาด้วยอันดับหนึ่ง เนื้อเรื่องก็น่าสนใจ เพื่อนนักดูหนังบอกว่าผู้กำกับคนนี้เก่ง เคยกำกับเรื่อง Se7en หนัง Serial Killer ที่น่ากลัวมาก

เข้า Waiting List ทันทีเรื่องนี้

13/12/53 จัดงานเกี่ยวกับ Social Network ตอนเย็นเลยถือโอกาสไปดูหนังเสียเลย

หนังดีทีเดียว เข้าชิงลูกโลกทองคำด้วย สาขาภาพยนตร์ ดารานำชาย และ ผู้กำกับ ประเภท Drama ชนกับ Inception เลย
แต่เชียร์ Inception มากกว่านะ

หนังพูดเยอะและเร็วมาก แต่เนื้อเรื่องไม่ซับซ้อน

เพลงประกอบเพราะดี

ชอบที่ผู้กำกับที่เล่นกับความรู้สึกของพระเอกในฉากสุดท้าย
หลังจากปูพื้นเรื่องมาทั้งหมด
เริ่มจากแฟนที่เรียนมหาวิทยาลัยอื่นบอกเลิก
พระเอกก็เอาคืนด้วยการเขียน Blog ด่า แล้วก็ทำเรื่องมากมายเพื่อระบาย
แล้วฉากสุดท้ายจะมาขอเธอคนนั้นเป็น Friend ใน Facebook
พระเอกกด Refresh หลายครั้ง แต่ก็ยังไม่มีการตอบรับ
หนังตัดตรงนี้

ถามว่าถ้าเราเป็นนางเอกจะรับพระเอกเป็น Friend ไหม?

เห็นสีหน้าพระเอกที่ไม่มีใครเป็นเพื่อนในชีวิตจริงเลย
ดูไม่มีความสุขเลย
สุดท้ายชีวิตต้องการอะไรครับ?
เงิน หรือ เพื่อน
หากได้ทั้งสองอย่างคงดี
แต่ถ้าต้องเลือกเหมือนที่พระเอกเลือก ทั้งที่ตั้งใจเลือกหรือไม่ตั้งใจเลือกก็ตาม ผลก็เป็นแบบฉากสุดท้าย

เคยอ่านเจอว่า มีเพื่อนไม่ต้องเยอะ แต่ขอให้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันก็พอ
เราต้องหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์เหล่านั้นให้ดี เพราะเขาเป็นเพื่อนเรา
ยิ่งเป็นกัลยาณมิตรที่จะนำเราไปสู่ทางสว่าง ทางนิพพาน ยิ่งต้องดูแลไว้

Facebook เป็นแค่เครื่องมือทำให้พบเพื่อนเก่าง่ายขึ้น แต่เพื่อนใหม่ที่ดีไม่น่าจะหาได้ในนี้ ผมเลยไม่ Accept คนไม่รู้จักครับ


ผม ว่าที่พระเอกเขียน Facebook ออกมาได้ตอบโจทย์การหาเพื่อน เพราะเขาไร้เพื่อนเลยต้องค้นหาวิธีการหาเพื่อนด้วยวิธีการต่างๆ แต่นำมาใช้ในชีวิตจริงไม่ได้เพราะต้องใช้อะไรมากกว่านั้นในเรื่องมิตรภาพ

ผล ประโยชน์เป็นอีกเรื่องที่ทำให้มิตรภาพจบลงได้ง่าย ดังเช่นหนังเรื่องนี้แสดงให้เห็น ดังนั้นเลี่ยงๆ เรื่องนี้บ้างก็ดี ถ้าไม่อยากเสียเพื่อน

เลือกให้ดีนะครับ เงิน หรือ เพื่อน

มีความสุขทุกคนครับ

วันเสาร์ที่ ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓

สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก

จำได้ไหม? รักครั้งแรก




กำกับ : พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร และ วศิน ปกป้อง
นำแสดง :
มาริโอ้ เมาเร่อ รับบทเป็น โชน
พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ รับบทเป็น น้ำ
อัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล รับบทเป็น ท็อป
กชามาศ พรหมสาขา ณ สกลนคร รับบทเป็น ปิ่น
สุดารัตน์ บุตรพรหม รับบทเป็น ครูอิน
พิจิตรา สิริเวชพันธ์ รับบทเป็น ครูอร
พีรวัชร์ เหราบัตย์ รับบทเป็น ครูพล
ระดับความชอบ : 8.25/10

ชื่อภาษาอังกฤษของหนังเรื่องนี้คือ First Love ซึ่งตรงกับเนื้อหาของหนังดี

จำได้ไหมครับ รักครั้งแรกของเราเกิดขึ้นเมื่อไหร่? อย่างไร?

รักแรกของผมน่ะรึ
ตอนนั้นอยู่ปอห้า เป็นเด็กต่างอำเภอที่ต้องถูกส่งไปเรียนในตัวเมือง ไปด้วยรถประจำ แล้วก็ได้พบเธอที่ไปรถประจำคันเดียวกัน ตกหลุมรักเธอไปเลย จากนั้นเมื่อจบปอหก แม้จะสอบเข้าโรงเรียนมัธยมเดียวกัน แต่ก็ไม่ค่อยเจอกันเพราะเดินทางไปเรียนกันเอง ไม่ใช้รถประจำแล้ว
จนเมื่อขึ้นมอปลายเลยแยกกันโดยสิ้นเชิง เพราะเรียนต่างโรงเรียนกันเลย
นั่นคือรักครั้งแรกของผม แต่เป็นรักข้างเดียว ได้แค่แอบมอง แอบฝันถึง

ในเรื่องนี้เป็นสาวมอหนึ่งชื่อน้ำ แอบชอบพี่โชนมอสี่
น้ำหน้าตาไม่ดี ดำ ใส่แว่น
พี่โชนหล่อ เล่นบอลเก่ง มีปมในใจเรื่องพ่อยิงลูกโทษไม่เข้า (วันนั้นโชนคลอดพอดี)
เรื่องราวดำเนินไปด้วยการเปลี่ยนตัวเองของน้ำโดยมีพี่โชนเป็นแรงบันดาลใจ
สุดท้ายก็สวยขึ้น ออกจะสวยผิดหูผิดตาไปหรือเปล่า ความแตกต่างเยอะไปหน่อย

แต่เรื่องเรียนเก่ง เพราะอยากเจอพ่อเลยต้องสอบให้ได้ที่หนึ่ง น่าชื่นชม

มุกใช้หนังสือ How to แล้วทำตามทีละข้อนี่ไม่ใหม่ เลยไม่ค่อยปลื้มมุกนี้เท่าไหร่
แต่ชอบตอนข้อสิบ จากประเทศไทย ดูมุ่งมั่นจริงใจดี

ชอบตอนท้ายของเรื่องที่เผยว่าพี่โชนก็แอบชอบน้ำเหมือนกัน และได้บันทึกเรื่องต่างๆ ผ่านรูปถ่ายและบันทึกความรู้สึกทั้งหมดไว้ สุดท้ายก็เอาไปให้น้ำรู้ ชอบครับฉากนี้

อีกฉากที่ชอบคือฉากที่น้ำง้อเพื่อนสนิท เพลงที่นำมาใช้ก็เป็นเพลงโปรดของเราเลย ชอบมากฉากนี้ แอบตารื้นกับเขาเหมือนกัน

ชอบบรรยากาศของเมืองที่เป็นฉากหลัง จังหวัดอะไรนะ เบอร์โทร.ขึ้นด้วย 032 เห็นเขาวังตอนเดินพาเหรด ใช่เพชรบุรีไหม?
แล้วโรงเรียน ด.ณ. นี่โรงเรียนอะไรครับ?

เคยชอบหนังแบบนี้มาตั้งแต่คุณบัณฑิต ฤทธิ์ถกล ทำไว้ แต่เนื้อหาจะแฝงแนวคิดดีๆ ไว้เสมอ แล้วก็ตลกกว่านี้
เลยทำให้ชอบเรื่อง First Love ไม่มากนัก
แต่เคยหัวเราะร่วนเมื่อได้ดูเรื่อง ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น ตลกมาก ถูกใจมาก

อีกประเด็นที่ไม่ค่อยโดนคงเพราะเป็นประสบการณ์ของผู้หญิง ผู้ชายเลยไม่อิน แต่ถ้าเป็นผู้หญิงคงอินกว่านี้นะ

ตอนจบเรื่องทำไม่ดีเลย เจอกันง่ายไปหน่อย อ่านเจอเพื่อนใน Blog บอกว่าน่าจะบังเอิญเจอกัน นึกไปถึงเรื่อง Before Sunrise และ Before Sunset หากเอามุกแบบนั้นมาใช้ น่าจะดีนะ

โดยรวมก็น่าพอใจกับงานของ Work Point กับหนังวัยรุ่นย้อนรำลึกอดีต
แอบเห็นชื่อพี่จิก-ประภาส ชลศรานนท์ ในตอนท้ายเรื่องด้วย
ทำอีกนะครับ จะตามเชียร์ครับ

ดูจบ MSN เจอน้องที่ทำงาน เธอบอกว่าอย่ากีดกันรักของลูกสาวนะ เป็นเรื่องธรรมชาติ ก็คงงั้นแหละนะ เธอบอกอีกว่าเป็นด้านดีของความรัก เอามาเป็นแรงบันดาลใจ
ลูกสาวคนกลางวัยหกขวบบอกว่าเพื่อนมาเล่าให้ฟังเรื่องนี้ แต่ดูแล้วคงไม่พาไปดูหรอก ไม่น่าจะเหมาะ

ลองทบทวนรักครั้งแรกของเราดูนะครับ อาจมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้างก็ได้ เล่าให้ฟังกันบ้างก็ดี จะรอฟัง

มีความสุขทุกคนครับ

ปล.ขอแอบจับผิดหนังหน่อยนะครับ
- ทำไมเด็กอายุ 14 ปี ขับมอเตอร์ไซด์ได้เหรอ ยังไม่มีใบขับขี่เลย
- ทำไมเสื้อของเพื่อน 3 คนของน้ำในวันจบการศึกษาไม่มีรอยลายเซ็นต์เลยครับ คนอื่นเสื้อลายกันหมดเลย