วันอังคารที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓

Julie & Julia

หนังที่ Blogger ต้องดู



ผู้กำกับ : Nora Ephron (เขียนบทด้วยครับ)
นำแสดง : Meryl Streep, Amy Adams
ความยาว : ๑๒๓ นาที
ระดับความชอบ : ๙.๕/๑๐

หนังเรื่องนี้อ่านเจอจาก Blog ของ บ.ก.แป๊ด Grappa เห็นแผ่นในร้านเลยรีบคว้ามาดู

แค่เปิดเรื่องก็น่าสนใจแล้ว
Based on two true stories

ซึ่งเป็นเรื่องของ
Julie Powell และ Julia Child สองแม่ครัวต่างยุค
คนแรกเป็นคนยุคปัจจุบัน ทำ Blog ก่อนเราประมาณ ๔ ปี แต่เขามี Theme ที่ชัดเจน นั่นคือทำอาหารตามสูตรในตำราของ Julia Child ซึ่งเป็นสุภาพสตรีชาวอเมริกาที่ติดตามสามีไปอยู่ในฝรั่งเศส กิจกรรมหนึ่งที่เธอโปรดปรานคือทานอาหารฝรั่งเศสอย่างเอร็ดอร่อย เธอเลยอยากให้แม่บ้านชาวอเมริกันได้ทำทานบ้าง เลยไปเรียน และเขียนตำรา ในยุคของเธอไม่มี Blog จึงเขียนตำราแล้วส่งสำนักพิมพ์เพื่อพิจารณา
ส่วน Julie Powell ใช้เทคโนโลยีปัจจุบันคือ Blog เธอให้เวลาหนึ่งปีกับห้าร้อยกว่าสูตรที่จะต้องทำให้หมด ไม่ง่ายเลย จึงต้องการกำลังใจมาก ลองดูประโยคที่เธอมอบให้คนให้กำลังใจเธอครับ

"I could never have done this without you. As someone once said, you are the butter to my bread, the breath to my life. To my husband."

คมคาย ได้ใจ คนดูน้ำตาซึม

ตัวหนัง, ดารา, เพลงประกอบ ลงตัวไปหมดครับ
เหมาะแก่การนำมาชมเป็นอย่างยิ่ง
ตอนนี้เข้าชิงลูกโลกทองคำในสาขา ภาพยนตร์เพลงหรือตลกยอดเยี่ยม และ Meryl Streep เข้าชิงในสาขา นักแสดงนำหญิงจากภาพยนตร์เพลงหรือตลกยอดเยี่ยม

จะว่าไปผู้กำกับคนนี้คงถนัดแนวนี้ Romantic Comedy เพราะเรื่องก่อนๆ ของเธอคือ Sleepless in Seattle และ You've got mail นี่ถ้าเอา Meg Ryan มาแสดงได้คงเอามาแสดงแล้ว แต่ยุคนี้ Sandra Bullock ก็ใช่ย่อยสำหรับแนวนี้

ทำไม Blogger ต้องดู ก็เพราะจะได้เห็นว่ามีคนคิดเหมือนเราเยอะ เชื่อว่า Blogger ทุกคนมีความฝัน อยากให้คนมาอ่าน มาแสดงความคิดเห็น เลยกลายเป็นหน้าที่ที่จะต้องเขียนให้คนที่ติดตามอ่าน Blog ของเราได้อ่านสม่ำเสมอ

จริงๆ แล้ว Blog ต้องมี Theme ที่ชัดเจน ถึงจะดังและติดตลาด หนังเรื่องนี้บอกไว้

หากดึงคนในครอบครัวมามีส่วนร่วมกับการเขียน Blog ได้จะดีมาก เหมือนในหนังเรื่องนี้

ให้ใส่ความรู้สึกนึกคิดอย่างเต็มที่ และซื่อสัตย์ ใน Blog เหมือนตอนที่ Julie ทะเลาะกับสามี เธอก็เขียนความรู้สึกของเธอลง Blog สามีมาอ่านก็จะได้รู้ถึงความรู้สึกแท้จริง

อีกอย่างอย่าหวังว่าจะดังในชั่วข้ามคืน ต้องใช้เวลา ดูเราสิเขียนมาตั้งหลายปี ไม่ดังเสียที ต้องฝึกต่อไป

แม้จะไม่ดังแต่ผมก็ชอบเขียน Blog เพราะได้บันทึกเรื่องราวที่เข้ามา ได้จดความรู้สึกเวลาดูหนัง อ่านหนังสือ เลี้ยงลูก หรือไปเที่ยวไหนๆ เวลากลับมาอ่านแล้วมีความสุขทุกที หรือเวลาจะแบ่งปันให้คนอื่นก็เป็นไปโดยง่าย
Julia Child คงคิดแบบนี้เหมือนกัน แค่เธอไม่มี Blog จะใช้ในยุคนั้น

การได้แบ่งปันเรื่องราวดีๆ ไว้ในโลกไซเบอร์ นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมยังเขียน Blog
การได้พบคนคอเดียวกัน แนะนำต่อยอดสม่ำเสมอ ทำให้ผมชอบ Blog
การได้รับมิตรภาพ แบ่งปันของ ลดโลกร้อน ชวนกันทำความดี ทำให้ผมยิ่งรัก Blog

ส่งหนังเรื่องนี้ต่อไปให้ ดร.วรภัทร์ ก็แกเป็น Blogger ที่ผมนับถือท่านหนึ่ง

Blogger ท่านอื่นล่ะครับ ทำไมเขียน Blog? บอกกันบ้างนะครับ

มีความสุขทุกคนครับ

วันเสาร์ที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๒

Cape No.7 หลายชีวิตจากไต้หวัน



กำกับ : เว่ยเต๋อเซิ่ง
นำแสดง : แวน ฟ่าน, ชิเอะ ทานากะ, โคสุเกะ อาตาริ, หม่าจู่หลง
ความยาว :๑๓๗ นาที
ระดับความชอบ : ๙/๑๐

เป็นหนังไต้หวันที่มีสรรพคุณมากมาย กวาดรางวัลม้าทองคำ ๕ ตัว รายได้แซงหน้าหนังฝรั่งที่เข้าในช่วงเดียวกันในไต้หวัน

ในสีสันครบรอบยี่สิบปี คุณสิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์ ก็เขียนถึงเรื่องนี้เหมือนกัน จั่วหัวว่า รักบ้านเกิด ตอนแรกก็นึกชื่อนี้ไว้เหมือนกันนะ

แต่ก็นึกถึงแนวที่ชอบเป็นการส่วนตัวคือ หลายชีวิต ที่ตัวละครมีหลายตัว แต่ร้อยเรียงเชื่อมโยงกันได้ด้วยจุดร่วมอย่างหนึ่ง จึงมาเจอกัน ได้เรียนรู้กัน จนมาถึงจุดหมาย
หนังแนวนี้ผมว่าทำยากนะ บทต้องดี ตัดเรื่องไปมาต้องเฉียบ ไม่งั้นงง และอาจทำให้เนื้อเรื่องไม่โดนก็ได้
แต่ถ้าทำดี โดนแรงเลยครับ
หนังเรื่องนี้ผ่านครับ คะแนนตอนออกจากโรงฯ ต่ำกว่านี้ แต่ยิ่งคิดทบทวนยิ่งชอบ และชื่นชมผู้กำกับที่คุมเรื่องได้ดีมาก
เสียนิดเดียว ไม่มีน้ำตา หากเรียกน้ำตาได้สงสัยคะแนนจะเต็ม

แต่ฉากอังกอร์วงเปิดนี่ก็อึ้งนะครับ ไม่เคยเจอ ได้ใจมากฉากนี้

ฉากที่นักร้องญี่ปุ่นขึ้นมาร้องเพลงด้วยก็ชอบ งดงามดีครับ

ลึกๆ อยากให้คุณลุงไปรษณีย์มีบทบาทดึงอารมณ์มากกว่านี้

ชอบนักคีย์บอร์ด น่ารัก กวนดี โดนพระเจ้าถีบออกจากโบสถ์ แต่ตอนท้ายก่อนขี้นเวทีก็ไปขอกำลังใจจากพระเจ้าอยู่ดี

ชอบตอนแต่ละคนไปขอกำลังใจจากสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของแต่ละคน

ชอบฉากที่ทุกคนไปส่งจดหมายแทนพระเอก เพื่อให้พระเอกแต่งเพลง

ชอบที่คุณลุงไปรษณีย์สอนจิตวิญญานของไปรษณีย์ ดีจังครับ

ไม่ชอบตอนพระเอกกับนางเอกลงเอยกัน รู้สึกว่าง่ายไป เหตุผลไม่เพียงพอ

อยากให้ดึงตอนเปิดจดหมายของโทโมโกะอีกนิด อยากร้องไห้ง่ะ

เพลงประกอบก็ไพเราะ บทเจ๋ง ภาพสวยโดยเฉพาะที่ Cape ครับ

เนื้อเรื่องก็เป็นเรื่องของหลายชีวิตที่เกิดขึ้นที่นี่ Cape No.7 (ผมเข้าใจไปเองนะครับ ในสีสันบอกว่าจดหมายมี ๗ ฉบับ)
เปิดเรื่องด้วยการร่ำลาเมืองใหญ่ของพระเอก กลับสู่ Cape No.7
กลับมาทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์ เนื่องจากคนเดิมขาหัก และอายุมากแล้ว แต่พระเอกก็เบี้ยวไม่ยอมส่งจดหมายให้ถึงมือผู้รับ

เรื่องราวต่างๆ เชื่อมโยงกับจดหมายจากญี่ปุ่น ส่งถึงคุณโทโมโกะ แต่เธอเปลี่ยนที่อยู่ไปแล้ว แต่เมื่อจะตีคืน พระเอกดันมาแอบอ่าน เลยทำให้เจอรักแท้ที่เนิ่นนาน งดงาม คงทน

อีกเรื่องที่นำมาเชื่อมโยงคือ วงดนตรีท้องถิ่น ที่ต้องมาเป็นวงเปิดให้กับนักร้องญี่ปุ่น เพราะท่าน ส.ท.ห่วงคะแนนเสีียงในการเลือกตั้งคราวหน้่า

ต้องยอมรับการเชื่อมโยงสองเรื่องเข้าด้วยกัน กับตัวละครหลายตัว ปกติไม่ค่อยเห็น มักใช้เรื่องเดียวเชื่อมโยง หนังเรื่องนี้จึงดูพิเศษ และคุมโทนเรื่องได้ เจ๋งจริง

โดยรวมเป็นหนังที่ดีมาก คุ้มค่าต่อการชมเป็นอย่างยิ่ง

Link ที่เกี่ยวข้อง : หนังแนวหลายชีวิตเรื่องอื่นๆ

ปล.ขอบคุณเจ๋ง (เพื่อนสมัยมอปลาย) ที่มาดูหนังด้วย กลัวเหมือนกันจะทำให้เพื่อนลำบากเพราะดูไม่รู้เรื่อง เคยเป็นมาแล้วตอนชวนตู่ (เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย) ดู Gomorra มึนหัวกันทั้งคู่เลย แต่ได้ยินเจ๋งบอกว่า "หนังเมื่อวานดีนะ" ค่อยโล่งอก ไว้ดูกันใหม่นะครับ